ลูกเขยยิงแม่ยายดับคาบ้าน-บาดเจ็บสาหัส 2 หลังถูกจับได้คุยชู้น้องเมียวัย 13 ปี จบที่ยิงตัวเองตาย

เหตุการณ์ร้ายแรงครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 23.30 น. ของวันที่ 2 กันยายน 2568 โดย พ.ต.ท.พัชร์ธนพล รัชตาธารากาญจน์ สารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรคลองห้า ได้รับแจ้งเหตุจากเจ้าหน้าที่ศูนย์รับแจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย 191 ว่ามีเหตุการณ์คนถูกยิง พร้อมมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายรายที่บ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้าน

หลังจากได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดย พ.ต.อ.รุ่งระวี สุขัง ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรคลองห้า พ.ต.ท.ประยูร ประกอบจันทร์ รองผู้กำกับกลุมสืบสวนสอบสวน และ พ.ต.ท.สุรชัย เปรมแจ่ม สารวัตรกลุ่มสืบสวนสอบสวน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน หน่วยกู้ชีพโรงพยาบาลธัญบุรี และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ได้เดินทางไปยังที่เกิดเหตุโดยด่วน

สภาพที่เกิดเหตุน่าสยดสยอง

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียวทรงไทยประยุกต์ ตั้งอยู่ในซอยเล็กๆ ของหมู่บ้าน บริเวณหน้าบ้านมีพื้นที่โล่งสำหรับนั่งพักผ่อน โดยมีโต๊ะหินอ่อนสำหรับนั่งรับประทานอาหารและขวดเบียร์วางอยู่หลายขวด แสดงให้เห็นว่าก่อนเกิดเหตุครอบครัวกำลังมีกิจกรรมสังสรรค์กัน

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ พบผู้เสียชีวิตรายแรก คือ นางทัศนี อายุ 46 ปี อาชีพค้าขาย นอนเสียชีวิตอยู่ข้างโต๊ะหินอ่อนบริเวณหน้าบ้าน จากการตรวจสอบเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่พบว่า ผู้เสียชีวิตถูกยิงบริเวณราวรักแร้ด้านซ้าย 2 นัด ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ทำให้เสียชีวิตในทันที

ผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย

นอกจากผู้เสียชีวิตแล้ว เจ้าหน้าที่ยังพบผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย ได้แก่ นายชัยวัฒน์ อายุ 43 ปี น้องชายของนางทัศนี อาชีพรับจ้างทั่วไป ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างรวดเร็ว ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงเพื่อรักษาต่อ

ภายในบ้านยังพบผู้ได้รับบาดเจ็บรายที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ เด็กหญิงเพ็ญ (นามสมมุติ) อายุเพียง 13 ปี น้องสาวของภรรยาผู้ก่อเหตุ ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ช่วยกันทำการปฐมพยาบาลอย่างระมัดระวัง ก่อนรีบนำส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ผู้ได้รับบาดเจ็บรายสุดท้าย คือ นายอนุรักษ์ หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อ “อบต.นุ” อายุ 36 ปี ซึ่งได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย และสามารถขี่รถจักรยานยนต์ไปโรงพยาบาลคลองหลวงได้เอง

การค้นพบผู้ก่อเหตุและอาวุธ

การตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียดทำให้เจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืนกระจัดกระจายอยู่ในบริเวณต่างๆ ของที่เกิดเหตุจำนวนหนึ่ง และยังพบกระสุนปืนที่ยังไม่ได้ใช้อีก 18 นัด ใส่อยู่ในกล่อง วางอยู่บริเวณถนนหน้าบ้าน

จุดสำคัญของการสืบสวนคือการค้นพบผู้ก่อเหตุ นายเกียรติศักดิ์ หรือ “หนุ่ม” อายุ 35 ปี อาชีพขับรถบรรทุก ซึ่งนอนอยู่ที่เบาะคนขับภายในรถบรรทุกสิบล้อพ่วงยี่ห้ออีซูซุ ในขณะที่เจ้าหน้าที่พบตัวยังคงหายใจรวยริน แต่มีบาดแผลจากกระสุนปืนเข้าที่บริเวณศีรษะด้านขวา 1 นัด

เจ้าหน้าที่ได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างเต็มความสามารถ พยายามช่วยชีวิตผู้ก่อเหตุ แต่ด้วยความรุนแรงของบาดแผล นายเกียรติศักดิ์ได้เสียชีวิตลงในเวลาต่อมา ใกล้ตัวผู้ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่พบอาวุธปืนพกขนาด 9 มิลลิเมตร ตกอยู่ 1 กระบอก ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เก็บไว้เป็นหลักฐานสำคัญในคดีนี้

คำให้การของภรรยาผู้ก่อเหตุ

จากการสอบถามพยานสำคัญ นางสาวนันท์นภัส อายุ 26 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป ภรรยาของผู้ก่อเหตุ ได้ให้ถ้อยคำที่เผยให้เห็นถึงสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ครั้งนี้

นางสาวนันท์นภัสเล่าว่า ตนและนายเกียรติศักดิ์ได้อยู่ด้วยกันมาเป็นเวลา 7 ปี และมีลูกชายด้วยกัน 1 คน อายุ 5 ขวบ ครอบครัวเล็กๆ ของพวกเขาดูจะมีความสุขในสายตาของคนภายนอก แต่ความจริงแล้วมีปัญหาซ่อนเร้นอยู่

ปัญหาเริ่มต้นเมื่อครอบครัวของนางสาวนันท์นภัสสงสัยและจับได้ว่า นายเกียรติศักดิ์ได้แอบมีการสื่อสารกับน้องสาวของภรรยาในลักษณะที่ไม่เหมาะสม โดยน้องสาวคนนี้มีอายุเพียง 13 ปี ซึ่งยังเป็นเด็กเยาว์ที่ต้องได้รับการปกป้อง

นางสาวนันท์นภัสเผยว่า การคุยกันระหว่างสามีกับน้องสาวมีลักษณะ “เชิงชู้สาว” มานานแล้ว แต่ครอบครัวยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน จึงพยายามแก้ไขปัญหานี้ภายในครอบครัวก่อน

การเผชิญหน้าและการหลีกเลี่ยง

ด้วยความกังวลและต้องการความชัดเจน ครอบครัวจึงได้นัดหมายให้ไปคุยกันที่บ้านพี่ชายของนายเกียรติศักดิ์ ที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อหาทางออกและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

แต่เมื่อไปถึงแล้ว นายเกียรติศักดิ์กลับไม่ยอมเข้าไปร่วมคุยเพื่อแก้ไขปัญหา แทนที่จะใช้โอกาสนี้เป็นการเคลียร์ความเข้าใจผิดหรือขออภัยหากทำผิดจริง กลับเลือกที่จะหลีกเลี่ยงและไม่เผชิญหน้ากับปัญหา

นางสาวนันท์นภัสจึงต้องรออยู่ที่บ้านพี่ชายของสามี ในขณะที่แม่ น้าชาย และน้องสาว พร้อมด้วยลูกชายได้เดินทางกลับมาที่บ้านก่อน คาดว่าจะรอให้สถานการณ์คลี่คลายลง

สายโทรศัพท์สุดท้าย

ในช่วงเวลาที่นางสาวนันท์นภัสยังคงรออยู่ที่บ้านพี่ชาย เธอได้รับสายโทรศัพท์จากสามี ซึ่งกลายเป็นสายโทรศัพท์สุดท้ายที่เธอจะได้คุยกับสามีอีก

นายเกียรติศักดิ์โทรมาบอกว่า “ให้มาดูลูกด้วย เพราะยิงคนในบ้านหมดแล้ว” คำพูดเหล่านี้ทำให้นางสาวนันท์นภัสตกใจและไม่เชื่อในสิ่งที่เธอได้ยิน

ทันใดนั้น ในขณะที่ยังคุยโทรศัพท์อยู่ เธอได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีก 1 นัด ซึ่งคาดว่าเป็นนัดสุดท้ายที่นายเกียรติศักดิ์ใช้ยิงใส่ตัวเอง

การกลับมาพบเหตุการณ์สยดสยอง

ด้วยความกังวลสุดขีด นางสาวนันท์นภัสจึงรีบเดินทางกลับมายังบ้านโดยไม่รอช้า เมื่อมาถึงก็พบกับเหตุการณ์ที่น่าสยดสยองที่สุดในชีวิต

แม่ของเธอ คือนางทัศนี ได้เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนน้าชายชัยวัฒน์ และน้องสาวเพ็ญ ได้รับบาดเจ็บและถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล ส่วนสามีของเธอ นายเกียรติศักดิ์ ได้ยิงตัวเองในรถบรรทุกและเสียชีวิตไปแล้ว

ความฝันของครอบครัวเล็กๆ ที่เคยมีความสุขได้พังทลายลงในชั่วข้ามคืน ทิ้งไว้แต่ความเศร้าโศก ความสูญเสีย และคำถามมากมายที่ไม่มีคำตอบ

การดำเนินการของเจ้าหน้าที่

พ.ต.ท.พัชร์ธนพล สารวัตรสอบสวนได้ทำการตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียดและบันทึกภาพทุกจุดไว้เป็นหลักฐานสำหรับการสืบสวนสอบสวน เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมหลักฐานสำคัญทั้งหมด ได้แก่ อาวุธปืน กระสุนปืนที่ใช้แล้วและยังไม่ได้ใช้ รวมทั้งการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ

เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตั�ญูได้นำผู้เสียชีวิตทั้งสองราย คือ นางทัศนี และนายเกียรติศักดิ์ ส่งไปยังแผนกนิติเวชโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อทำการตรวจพิสูจน์ทางนิติเวชอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุการตายที่ชัดเจน

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดและเตรียมนำพยานบุคคลไปสอบสวนเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจภูธรคลองห้า เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนและสมบูรณ์

ผลกระทบต่อชุมชนและสังคม

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสียให้กับครอบครัวเท่านั้น แต่ยังสร้างความตกใจและความกังวลให้กับชุมชนโดยรอบ หลายครอบครัวในพื้นที่เริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย และการปกป้องเด็กๆ ในครอบครัว

เหตุการณ์นี้ยังเป็นการเตือนใจให้ทุกคนในสังคมได้ตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องเด็กและเยาวชน จากการล่วงละเมิดทางเพศในทุกรูปแบบ รวมทั้งการสื่อสารที่ไม่เหมาะสมจากผู้ใหญ่

บทสรุป

โศกนาฏกรรมครั้งนี้เป็นบทเรียนที่เจ็บปวดให้กับสังคมไทย แสดงให้เห็นว่าปัญหาในครอบครัวที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่รุนแรงและไม่อาจแก้ไขได้

ความรุนแรงไม่ใช่ทางออกของปัญหาใดๆ และการใช้อาวุธปืนในการแก้ไขความขัดแย้งจะทำให้เกิดความสูญเสียที่ไม่อาจชดเชยได้ การสื่อสาร การหาความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ และการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ควรเป็นทางเลือกแรกของทุกครอบครัวที่เผชิญกับวิกฤต

ขณะนี้การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน และเพื่อความยุติธรรมสำหรับทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เลือดสาดครั้งนี้