ออม สุชาร์ จบคดีความ Fleen Beauty ด้วยการซื้อหุ้น 48% ในราคา 25 ล้านบาท หลังไกล่เกลี่ยศาล 9 ชั่วโมง

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 ออม สุชาร์ พร้อมด้วยน้องสาว “อัง” ได้เดินทางมายังศาลแพ่งพระโขนง พร้อมกับทนายติ่ง หม่อมหลวง นำลาภยศ ศรีธวัช และผู้ช่วย เพื่อเข้าร่วมกระบวนการไกล่เกลี่ยกับฝ่ายตรงข้าม

กระบวนการไกล่เกลี่ยที่ใช้เวลาถึง 9 ชั่วโมงเต็ม ตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความจำเป็นในการหาข้อยุติที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย ตลอดระยะเวลาการเจรจา ทั้งสองฝ่ายได้มีการปรึกษาหารือกันอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ทนายติ่งได้ให้ข้อมูลว่า “เกี่ยวกับคดี ศาลไม่ให้พูดมาก ศาลได้กรุณาทำการไกล่เกลี่ยให้ ใช้เวลาหลายชั่วโมง ตั้งแต่เช้าจนเย็น เป็นคดีที่ฟ้องกันไปฟ้องกันมาหลายคดี เป็นคดีที่เขาฟ้องเพิกถอนการประชุมเปลี่ยนกรรมการออก แต่เราคุยตกลงกันทุกคดี”

ผลการไกล่เกลี่ยสรุปได้ว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงแยกย้ายกันด้วยดี โดยแต่ละฝ่ายได้สิ่งที่ต้องการตามความเหมาะสม ข้อตกลงหลักคือ ออม สุชาร์ จะซื้อหุ้น 48% ของพริม ณัฐชา ในแบรนด์ Fleen Beauty ด้วยจำนวนเงิน 25 ล้านบาท

ที่มาของข้อพิพาทและการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างหุ้นส่วน

ข้อพิพาทครั้งนี้เริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้นของบริษัท ศสา ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ Fleen Beauty ที่มีความเกี่ยวข้องกับออม สุชาร์ในฐานะดาราเซเลบริตี้ และพริม ณัฐชา ในฐานะหุ้นส่วนทางธุรกิจ รวมถึง ศสา อดีตผู้จัดการส่วนตัวของออม สุชาร์

ปัญหาเริ่มซับซ้อนขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการบริหารและการถือหุ้น ซึ่งนำไปสู่ข้อกล่าวหาว่าออม สุชาร์ได้ “ฮุบ” กิจการไปจากหุ้นส่วนเดิม การกล่าวหาดังกล่าวได้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและธุรกิจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แต่ยังกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในสายตาของผู้บริโภค ซึ่งในยุคปัจจุบันที่โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลอย่างมาก การรักษาภาพลักษณ์ที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของธุรกิจ

รายละเอียดการซื้อขายหุ้นและเหตุผลเบื้องหลัง

ออม สุชาร์ ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า “ความต้องการของออมชัดเจนอยู่แล้วตั้งแต่เป็นข่าวในรายการ ออมชัดเจนว่าอยากขอซื้อหุ้นเขาในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งจริงๆ กระบวนการมันต้องมาอยู่แล้วตั้งแต่แรก ไม่น่าเกิดเหตุสองวันนั้นขึ้นเลย”

การตกลงซื้อหุ้น 48% ในราคา 25 ล้านบาทนั้น ออม สุชาร์ ได้อธิบายว่า “ตัวเลขนี้ไม่รู้ว่าจริงๆ มันควรเท่าไหร่ แต่ตัวเลขนี้ออมโอเคที่จะจ่าย แล้วเขายินดีจะรับ มันเหมาะสมซึ่งกันและกัน” การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะยุติข้อพิพาทและเดินหน้าธุรกิจต่อไป

หลังจากการซื้อขายหุ้นเสร็จสิ้น ออม สุชาร์ จะถือหุ้น Fleen Beauty 100% แต่เธอได้กล่าวอย่างมีน้ำใจว่า “ตอนนี้ 100% ค่ะ แต่น่าต้องแบ่งให้น้องสาวแล้วล่ะ” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความผูกพันและการดูแลครอบครัว

การเจรจาที่ใช้เวลานานเกิดจากความยากในการตกลงเรื่องราคา ออม สุชาร์ ได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “เรื่องเงินนี่แหละค่ะ” เมื่อถูกถามถึงสิ่งที่ตกลงกันยากที่สุด

ผลกระทบทางจิตใจและการฟื้นตัวจากวิกฤต

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสภาพจิตใจของออม สุชาร์ เธอได้เผยว่า “วันนั้นที่ไปโหนกระแส วันนั้นออมกลับมาสลบไปสองวัน มันเครียด มันไม่ใช่แค่ต่อสู้พิสูจน์ความจริง แต่ต่อสู้กับอคติของคนที่เขาไม่พร้อมจะเชื่อเราด้วย”

การเผชิญหน้ากับการวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียและการถูกเข้าใจผิดได้สร้างความกดดันทางจิตใจอย่างมาก ซึ่งเป็นความท้าทายที่บุคคลสาธารณะในยุคปัจจุบันต้องเผชิญ

ออม สุชาร์ ได้แสดงให้เห็นถึงความเหนื่อยหน่ายจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยการกล่าวว่า “สำหรับออมคือออมเหนื่อยแล้ว มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับออม ที่ผ่านมามันไม่เหมาะกับออม ออมอยากทำงานแล้ว อยากเอาเวลาไปรักษาใจของออม”

การตัดสินใจยุติข้อพิพาทจึงไม่เพียงแต่เป็นการแก้ไขปัญหาทางธุรกิจ แต่ยังเป็นการดูแลสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีของตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

บทบาทของครอบครัวและทีมงานในวิกฤต

ตลอดระยะเวลาที่เกิดข้อพิพาท น้องสาว “อัง” ได้เป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนออม สุชาร์ แม้ในขณะที่เธอกำลังตั้งครรภ์ 5 เดือน ออม สุชาร์ ได้กล่าวถึงน้องสาวว่า “น้องท้องอยู่ห้าเดือนด้วยนะ คุณแม่สู้มาก”

อัง ได้ให้เหตุผลสำหรับการสนับสนุนพี่สาวว่า “อยากให้แบรนด์ไปต่อได้ เพราะพี่ออมจริงจังกับการทำแบรนด์มากๆ ถ้าเรายังมีคดีความต่อกัน เราก็ต้องโฟกัสในเรื่องคดีความในทางศาล ทำให้เราไม่โฟกัสเรื่องงาน แล้วธุรกิจที่เราลงทุนไปมันก็จะติดขัด”

การมีทีมงานทางกฎหมายที่เข้าใจและให้คำปรึกษาที่ดีก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ทนายติ่ง หม่อมหลวง นำลาภยศ ศรีธวัช ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนทางกฎหมายอย่างมืออาชีพ และช่วยให้กระบวนการไกล่เกลี่ยดำเนินไปอย่างราบรื่น

แม้แต่คุณแอมป์ พาร์ทเนอร์ของออม สุชาร์ ก็ได้ให้การสนับสนุนด้วยการอยู่ร่วมในกระบวนการไกล่เกลี่ยครึ่งวันแรก และให้คำแนะนำว่า “ถ้าจบได้ก็จบ สุขภาพใจเราสำคัญที่สุด จะได้เอาพลังไปทำงาน ไปสร้างแบรนด์”

การรับมือกับการวิจารณ์และความเข้าใจผิด

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจในเหตุการณ์นี้คือการที่ออม สุชาร์ ต้องเผชิญกับการวิจารณ์จากบุคคลสาธารณะและความเข้าใจผิดจากสื่อ เธอได้กล่าวถึงรายการโทรทัศน์ที่เธอไปออกรายการเพื่อชี้แจงว่า “ตอนนั้นคิดว่าตัวเองพูดรู้เรื่องนะ แต่ออมโดนเพื่อนด่าเลยว่าพูดไม่รู้เรื่องเลย ตอนนั้นออมโดนเข้าใจผิดเยอะมากเลย วันนั้นเรามีเวลาแค่ 2 ชั่วโมง กลัวเวลาจะหมดแล้วไม่ได้เล่า”

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากในการสื่อสารประเด็นทางกฎหมายที่ซับซ้อนให้สาธารณชนเข้าใจ โดยเฉพาะในรูปแบบของรายการโทรทัศน์ที่มีข้อจำกัดด้านเวลา

สำหรับการวิจารณ์จากอาจารย์ตฤณ ซึ่งต่อมาได้โพสต์ขอโทษ ออม สุชาร์ ได้แสดงท่าทีที่อภัยโดยกล่าวว่า “ออมไม่รู้สึกอะไรแล้วค่ะ ไม่ได้จะต้องมานั่งโฟกัสกับการไม่พอใจคนนั้นคนนี้อีกต่อไปแล้ว ออมอยากมูฟออนจากสถานการณ์ตรงนี้ ไม่ต้องมีใครต้องมาขอโทษออม”

การให้อภัยและการเลือกที่จะมุ่งไปข้างหน้าแทนการจมอยู่กับความไม่พอใจในอดีต แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะและการเติบโตทางใจของออม สุชาร์

แผนการเดินหน้าธุรกิจและการฟื้นฟูแบรนด์

หลังจากที่ข้อพิพาทได้รับการยุติแล้ว ออม สุชาร์ ได้วางแผนการเดินหน้าธุรกิจอย่างจริงจัง โดยกล่าวว่า “หลังจากนี้เราต้องกลับมาฟื้นฟูแบรนด์ของเรา เราจ่ายเงินไปเยอะ ต้องตั้งใจไลฟ์มากขึ้น”

การลงทุนไป 25 ล้านบาทเพื่อซื้อหุ้นส่วนหมายถึงการที่เธอต้องทำงานหนักเพื่อให้ธุรกิจเติบโตและสร้างผลตอบแทน การที่เธอพูดถึงการ “ไลฟ์มากขึ้น” แสดงให้เห็นถึงการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มออนไลน์และการตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย

เมื่อถูกถามถึงความสามารถในการกอบกู้ชื่อเสียงที่อาจได้รับผลกระทบ ออม สุชาร์ ได้แสดงทัศนคติที่เป็นผู้ใหญ่ว่า “ออมว่าไม่มีอะไรกู้ได้หรอก เราต้องวางเฉยไป มีทั้งคนที่รักเราและไม่รักเรา”

การยอมรับความจริงที่ว่าในโลกธุรกิจและความเป็นบุคคลสาธารณะจะมีทั้งผู้สนับสนุนและผู้วิพากษ์วิจารณ์ เป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่และการมองโลกในแง่บวก

การสนับสนุนจากลูกค้าและแฟนคลับ

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะเกิดข้อพิพาทและการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ออม สุชาร์ ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากลูกค้าและแฟนคลับ เธอได้เล่าว่า “ชื่นใจเลย ตอนนี้ลิปหมดค่ะ มีแค่หน้าร้าน ออนไลน์ขาดตลาด ถือว่าเป็นกำลังใจที่ทุกคนเห็นความตั้งใจ และมาซัพพอร์ตเรา”

การที่ผลิตภัณฑ์ขายหมดในช่วงที่เกิดข้อพิพาท แสดงให้เห็นถึงความภักดีของลูกค้าและการที่พวกเขาเชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์และความตั้งใจจริงของออม สุชาร์

การสนับสนุนจากเพื่อนฝูงก็เป็นอีกหนึ่งแรงใจสำคัญ ออม สุชาร์ ได้กล่าวว่า “อยากขอบคุณทุกคนเลย เพื่อนที่อยู่เมืองนอกได้ดูข่าวเราหมดเลย ขอบคุณกำลังใจจากทุกคนที่ส่งมาให้ออม ขอบคุณทุกคนที่เชื่อใจตัวออมจริงๆ”

การได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายที่กว้างไกล รวมถึงเพื่อนที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ดีและการสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งของเธอ

บทเรียนสำคัญและข้อคิดเห็น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับออม สุชาร์ และ Fleen Beauty นั้น ให้บทเรียนสำคัญหลายประการสำหรับผู้ประกอบการและบุคคลสาธารณะในยุคปัจจุบัน

บทเรียนด้านการบริหารธุรกิจร่วม การดำเนินธุรกิจร่วมกับหุ้นส่วนหลายราย จำเป็นต้องมีการกำหนดบทบาท หน้าที่ และสิทธิอำนาจของแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น การมีข้อตกลงทางกฎหมายที่ครอบคลุมและเข้าใจง่ายสำหรับทุกฝ่าย เป็นสิ่งจำเป็นในการป้องกันข้อพิพาทในอนาคต

บทเรียนด้านการจัดการวิกฤต เมื่อเกิดข้อพิพาท การรักษาความสงบและหาทางออกที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย มีความสำคัญมากกว่าการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง การใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยของศาลเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการฟ้องร้องกันยืดเยื้อ

บทเรียนด้านการสื่อสาร การสื่อสารประเด็นที่ซับซ้อนให้สาธารณชนเข้าใจนั้นเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะเมื่อต้องทำผ่านสื่อมวลชนที่มีข้อจำกัดด้านเวลาและรูปแบบ การเตรียมตัวและการมีที่ปรึกษาที่เข้าใจเรื่องการสื่อสารจึงเป็นสิ่งสำคัญ

บทเรียนด้านการดูแลสุขภาพจิต การเป็นบุคคลสาธารณะในยุคโซเชียลมีเดียมีความท้าทายมาก การดูแลสุขภาพจิต การรู้จักปล่อยวาง และการมีระบบสนับสนุนที่ดีจากครอบครัวและเพื่อนฝูง เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่รอดและเติบโตในสภาพแวดล้อมแบบนี้

การมองไปสู่อนาคต

ออม สุชาร์ ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าทำธุรกิจต่อไป ด้วยการกล่าวว่า “ออมไม่ถอย กับการที่ออมจะเอาอันนี้มาเป็นของออม มันชัดเจนว่าออมรักสิ่งนี้จริงๆ”

ความรักและความมุ่งมั่นที่มีต่อแบรนด์ Fleen Beauty นั้นเป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะช่วยให้เธอฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ และสร้างความสำเร็จในอนาคต การที่เธอยินดีจ่ายเงิน 25 ล้านบาทเพื่อซื้อหุ้นส่วน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพและอนาคตของธุรกิจนี้

การที่เธอเน้นว่า “สุขภาพจิตออมสำคัญมากที่สุด” แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้และการเติบโตจากประสบการณ์ครั้งนี้ การรู้จักดูแลตัวเองและจัดลำดับความสำคัญจะช่วยให้เธอสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

สำหรับอุตสาหกรรมความงามในประเทศไทย เหตุการณ์นี้อาจเป็นตัวอย่างที่ดีในการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการที่ดี การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และการสร้างความเชื่อมั่นกับผู้บริโภค

บทสรุป

คดีความระหว่าง ออม สุชาร์ และหุ้นส่วนเดิมของ Fleen Beauty ที่ได้รับการยุติด้วยการไกล่เกลี่ยของศาล เป็นตัวอย่างที่ดีของการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี แม้จะใช้เวลานานถึง 9 ชั่วโมง แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือการที่ทุกฝ่ายสามารถไปต่อได้ด้วยดี

การที่ออม สุชาร์ ตัดสินใจซื้อหุ้น 48% ในราคา 25 ล้านบาท ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่มีต่อธุรกิจ แต่ยังเป็นการลงทุนในอนาคตของตัวเองและแบรนด์ที่เธอรัก

เหตุการณ์ครั้งนี้ได้สอนให้เธอเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งเรื่องการบริหารธุรกิจ การจัดการวิกฤต การดูแลสุขภาพจิต และความสำคัญของการมีคนใกล้ชิดที่คอยสนับสนุน

การที่ลูกค้าและแฟนคลับยังคงให้การสนับสนุน แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการรักษาความไว้วางใจ และเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

ในท้ายที่สุด เรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าวธุรกิจทั่วไป แต่เป็นบทเรียนชีวิตที่สะท้อนถึงความเข้มแข็ง การเติบโต และความสามารถในการฟื้นตัวจากวิกฤตของออม สุชาร์ ซึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการเผชิญหน้ากับความท้าทายในธุรกิจและชีวิต