นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเปิดเผยรายละเอียดเบื้องต้นของโครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่ที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังพิจารณาอยู่ โดยเน้นย้ำว่าโครงการครั้งนี้จะมีการแบ่งแยกสิทธิประโยชน์อย่างชัดเจนตามสถานะทางภาษีของประชาชน
“แนวคิดเบื้องต้นของโครงการ ‘คนละครึ่ง’ รอบใหม่จะแตกต่างจากเดิม โดยจะแบ่งกลุ่มผู้มีสิทธิออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือกลุ่มผู้เสียภาษีและกลุ่มประชาชนทั่วไป เพื่อให้เป็นธรรมกับผู้ที่อยู่ในระบบภาษีและเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น” นายลวรณกล่าว
โครงการนี้สะท้อนถึงนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่ต้องการสร้างความเป็นธรรมทางสังคมและส่งเสริมการเสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในอดีตที่มักจะให้สิทธิเท่าเทียมกันทุกคน
สิทธิพิเศษ 60:40 สำหรับผู้เสียภาษี 11 ล้านราย
กลุ่มแรกที่จะได้รับสิทธิพิเศษคือผู้มีรายได้ที่ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งมีจำนวนประมาณ 11 ล้านคน จะได้รับสิทธิ์ในรูปแบบ 60:40 หมายความว่า รัฐจะช่วยจ่าย 60% และผู้ใช้บริการต้องจ่ายด้วยตัวเอง 40%
การให้สิทธิพิเศษแก่กลุ่มผู้เสียภาษีนี้ถือเป็นการตอบแทนความซื่อสัตย์ของพวกเขาที่เข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง และเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบภาษีหันมาสนใจเรื่องการเสียภาษีมากขึ้น
“ผู้ที่อยู่ในระบบภาษีเป็นคนที่มีวินัยทางการเงินและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การให้สิทธิพิเศษจึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมและยุติธรรม” นายลวรณอธิบาย
กลุ่มผู้เสียภาษี 11 ล้านรายนี้ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ พนักงานเอกชน ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และผู้ประกอบอาชีพอิสระต่างๆ ที่มีรายได้เกินเกณฑ์การเสียภาษี ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสำคัญและสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประชาชนทั่วไป-บัตรคนจนได้สิทธิ 50:50
สำหรับกลุ่มประชาชนทั่วไปรวมถึงผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิในรูปแบบ 50:50 คือ รัฐช่วยจ่าย 50% และผู้ใช้บริการต้องจ่ายเอง 50% ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับโครงการคนละครึ่งรอบก่อนๆ
การกำหนดสิทธิในลักษณะ 50:50 สำหรับกลุ่มนี้ยังคงเป็นการช่วยเหลือที่สำคัญ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อยและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างมีนัยสำคัญ
“แม้ว่ากลุ่มประชาชนทั่วไปจะได้สิทธิน้อยกว่าผู้เสียภาษี แต่การช่วยเหลือในอัตรา 50% ก็ยังถือเป็นการสนับสนุนที่ดีพอสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเป็นการคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจของแต่ละกลุ่ม” เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการคลังคนหนึ่งกล่าว
กลุ่มผู้รับสิทธิ 50:50 นี้คาดว่าจะมีจำนวนมากกว่ากลุ่มผู้เสียภาษี เนื่องจากครอบคลุมประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีเงินได้ รวมทั้งผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ นักเรียน นักศึกษา และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
หลักเกณฑ์คล้ายเดิม เพิ่มกิมมิคใหม่
นายลวรณเผยว่า หลักเกณฑ์ของโครงการคนละครึ่งรอบใหม่จะคล้ายกับโครงการเดิมประมาณ 80-90% เพื่อให้ประชาชนคุ้นเคยและสามารถเข้าถึงสิทธิได้อย่างสะดวก แต่จะมีการปรับปรุงและเพิ่มกิมมิคใหม่ๆ เข้าไปเพื่อสร้างความน่าสนใจมากขึ้น
“หลักเกณฑ์น่าจะคล้ายของเดิมที่สุด 80-90% แล้วก็มาปรับปรุงอะไรให้มันดูน่าสนใจมากขึ้น เพราะฉะนั้นประชาชนคุ้นเคยกับ ‘คนละครึ่ง’ เดิมยังไง ซึ่งหลักน่าจะเหมือนเดิม แล้วก็ปรับบางเรื่องให้มีกิมมิคมากขึ้น เช่น 60:40 แต่อาจจะมีเรื่องใหม่ๆ ซึ่งยังไม่รู้ โดยวันนี้อยู่ระหว่างการออกแบบนโยบายนี้อยู่”
การคงหลักเกณฑ์เดิมไว้เป็นส่วนใหญ่จะช่วยให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างราบรื่น และประชาชนสามารถปรับตัวได้ง่าย เนื่องจากมีประสบการณ์การใช้โครงการคนละครึ่งมาแล้วหลายรอบ
อย่างไรก็ตาม กิมมิคใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามายังเป็นความลับ โดยคาดว่าอาจจะเกี่ยวกับการขยายประเภทสินค้าและบริการที่สามารถใช้สิทธิได้ หรืออาจจะมีการเพิ่มช่วงเวลาพิเศษที่ให้ส่วนลดเพิ่มเติม
งบประมาณ 25,000 ล้านบาท เริ่มตุลาคม 2568
สำหรับงบประมาณที่จะใช้ในโครงการคนละครึ่งรอบใหม่นี้ หากเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นไป จะใช้เงินงบประมาณปี 2569 จากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 25,000 ล้านบาท
วงเงิน 25,000 ล้านบาทนี้ถือเป็นจำนวนเงินที่น่าสนใจ เนื่องจากสามารถครอบคลุมผู้ใช้สิทธิได้จำนวนมาก และคาดว่าจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ
“การใช้งบประมาณ 25,000 ล้านบาทนี้จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ช่วยเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน และส่งเสริมให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ” นักเศรษฐศาสตร์อิสระคนหนึ่งวิเคราะห์
อย่างไรก็ตาม หากโครงการมีขนาดใหญ่กว่าที่คาดไว้ และต้องการขยายวงเงินให้ครอบคลุมผู้ใช้สิทธิมากขึ้น รัฐบาลอาจต้องพิจารณาดึงงบประมาณจากงบกลางรายการอื่นๆ มาสมทบเพิ่มเติม
ต้องหารือครม.เพิ่มเติม จัดลำดับความสำคัญงบประมาณ
นายลวรณกล่าวต่อไปว่า การใช้งบประมาณในโครงการนี้จะต้องมีการหารือกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง เพื่อพิจารณาว่ารัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินในส่วนใดเพิ่มเติมหรือไม่ และต้องจัดลำดับความสำคัญให้รอบคอบ
“เดี๋ยวคงต้องหารือกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้งว่า รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินในส่วนใดเพิ่มเติมหรือไม่ ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะแม้การใช้งบประมาณมากจะเป็นผลดี แต่ก็ต้องจัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจนว่า เงินที่มีอยู่ควรนำไปใช้ในด้านใดบ้าง”
การหารือครั้งนี้จะเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญว่า รัฐบาลจะมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งเป็นหลัก หรือจะแบ่งงบประมาณไปสนับสนุนโครงการพัฒนาอื่นๆ ควบคู่กันไป
นายลวรณเน้นย้ำว่า “ซึ่งเป็นเรื่องเชิงนโยบายที่ควรถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอีกครั้งว่า เงินที่มีอยู่นี้ควรแบ่งไปทำอะไร และมีเรื่องใดที่รัฐบาลอยากผลักดันเป็นพิเศษ”
ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม
โครงการคนละครึ่งรอบใหม่นี้คาดว่าจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ ทั้งการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน การกระตุ้นการบริโภค และการสร้างการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ
การแบ่งแยกสิทธิประโยชน์ตามสถานะการเสียภาษีอาจจะเป็นตัวกระตุ้นให้ประชาชนที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบภาษีหันมาสนใจเรื่องการเสียภาษีมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดเก็บภาษีของประเทศในระยะยาว
นักวิเคราะห์เศรษฐกิจหลายคนมองว่า โครงการนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยยังคงให้ความช่วยเหลือแก่ผู้มีรายได้น้อย แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่เสียภาษีตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลบางประการเกี่ยวกับการดำเนินโครงการ โดยเฉพาะในเรื่องของการตรวจสอบสถานะการเสียภาษีของผู้สมัคร และระบบเทคโนโลยีที่ต้องรองรับการแบ่งแยกสิทธิประโยชน์
ความท้าทายในการดำเนินโครงการ
การดำเนินโครงการคนละครึ่งรอบใหม่นี้จะมีความท้าทายในหลายด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของระบบเทคโนโลยีที่ต้องสามารถแยกแยะสถานะการเสียภาษีของผู้ใช้สิทธิได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว
การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกรมสรรพากรและระบบโครงการคนละครึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันการใช้สิทธิไม่ถูกต้องหรือการฉ้อโกงระบบ
นอกจากนี้ การสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกันตามสถานะการเสียภาษีก็จะเป็นอีกความท้าทายหนึ่ง โดยเฉพาะการทำให้ผู้ที่ไม่ได้เสียภาษีเข้าใจและยอมรับนโยบายใหม่นี้
มุมมองของผู้เชี่ยวชาญ
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหลายท่านให้ความเห็นว่า โครงการคนละครึ่งรอบใหม่นี้เป็นนโยบายที่มีเหตุผลและสามารถสร้างประโยชน์ได้หลายด้าน
“การให้สิทธิพิเศษแก่ผู้เสียภาษีเป็นแนวคิดที่ดี เพราะจะสร้างแรงจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น และเป็นการตอบแทนความซื่อสัตย์ของผู้ที่เสียภาษีอย่างถูกต้อง” ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งกล่าว
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลเรื่องความเป็นธรรมทางสังคม โดยเฉพาะต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่อาจไม่สามารถเข้าสู่ระบบภาษีได้ แม้จะต้องการ
แนวโน้มและการพัฒนาต่อไป
โครงการคนละครึ่งรอบใหม่นี้ยังอยู่ในระยะการออกแบบนโยบาย และคาดว่าจะมีรายละเอียดที่ชัดเจนมากขึ้นในอีกไม่ช้า ทั้งในเรื่องของหลักเกณฑ์ที่แน่นอน ประเภทสินค้าและบริการที่สามารถใช้สิทธิได้ และวิธีการสมัครใช้สิทธิ
การเปิดตัวโครงการในเดือนตุลาคม 2568 จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน และจะเป็นการทดสอบประสิทธิภาพของการแบ่งแยกสิทธิประโยชน์ตามสถานะการเสียภาษี
หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ อาจจะกลายเป็นแบบอย่างสำหรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคต และอาจจะมีการนำมาประยุกต์ใช้กับโครงการอื่นๆ ของรัฐบาลด้วย
สำหรับประชาชนที่สนใจใช้สิทธิในโครงการคนละครึ่งรอบใหม่นี้ ควรเริ่มเตรียมความพร้อมโดยการตรวจสอบสถานะการเสียภาษีของตนเอง และติดตามข่าวสารเกี่ยวกับรายละเอียดของโครงการที่จะประกาศออกมาในเร็วๆ นี้