ทนายเกิดผล ให้สัมภาษณ์ณ บริเวณริมฟุตปาธหน้ากองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ว่า ตนเองเคยดำรงตำแหน่งกรรมการมูลนิธิธรรมรักษ์ในช่วงปี 2564 แต่สำหรับงบประมาณของปี 2567 ที่มีเงินส่วนต่างหายไป 3 ล้านบาทนั้น ตนไม่ทราบรายละเอียด เนื่องจากไม่ได้มีหน้าที่ในการทำบัญชีและไม่ได้เข้าร่วมประชุมงบประมาณ
อย่างไรก็ตาม ทนายเกิดผลได้เล่าถึงประสบการณ์ในการเข้าร่วมประชุมประมาณปี 2565 สมัยที่ไวยาวัจกรคนเก่าเป็นประธานมูลนิธิธรรมรักษ์ ในช่วงนั้นมูลนิธิมีรายได้น้อยหรือไม่มีรายได้เลย เนื่องจากเป็นช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 ทำให้อดีตพระอลงกตต้องบริจาคเงินโอนเข้าบัญชีของมูলนิธิธรรมรักษ์เป็นจำนวนประมาณ 30 ล้านบาท
“ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเงินส่วนตัวของอดีตพระอลงกตหรือเงินวัด แต่ผมเข้าใจว่าเป็นเงินวัด” ทนายเกิดผลกล่าวด้วยความระมัดระวัง
ความซับซ้อนของโครงสร้างมูลนิธิ
เกี่ยวกับกรณีที่มีบุคคลหนึ่งดำรงตำแหน่งเป็นทั้งกรรมการมูลนิธิธรรมรักษ์และมีรายชื่อในคณะกรรมการของมูลนิธิอาทรประชานาถด้วย ทนายเกิดผลอธิบายว่า ตามกฎหมายสามารถทำได้หากเป็นเพียงกรรมการธรรมดา แต่หากเป็นประธานมูลนิธิทั้งสองแห่งพร้อมกันนั้น ไม่น่าจะสามารถทำได้
ทนายเกิดผลชี้แจงเพิ่มเติมว่า แม้มูลนิธิธรรมรักษ์จะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากวัดแล้ว แต่ก็อาศัยความน่าเชื่อถือของอดีตพระอลงกตเป็นหลัก ดังนั้น เมื่อประชาชนหมดศรัทธาต่อพระองค์แล้ว มูลนิธิธรรมรักษ์ย่อมได้รับผลกระทบอย่างมาก ทำให้ไม่มีรายได้ และโครงการต่างๆ ของมูลนิธิก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของอดีตพระอลงกตด้วย
“หากมูลนิธิธรรมรักษ์ดำเนินการต่อไปไม่ได้จริงๆ ก็จะต้องดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งมูลนิธิ คือต้องโอนทรัพย์สินให้กับวัดพระบาทน้ำพุ” ทนายเกิดผลกล่าว
เปิดเผยความจริง “เลขาหมอบี” เคยฟ้องพระอลงกตปมชู้สาว
ในส่วนที่น่าสนใจที่สุดของการให้สัมภาษณ์ ทนายเกิดผลได้เปิดเผยเกี่ยวกับคนใกล้ชิดของ “หมอบี” ซึ่งเป็นเลขานุการที่ออกมาแฉพฤติกรรมผิดปกติของหมอบีกับอดีตพระอลงกต หลังจากที่เริ่มมีข่าวเรื่อง “คนใกล้ชิด” บุคคลนี้ได้ติดต่อมาหาทนายเกิดผลและส่งข้อมูลให้ดู เนื่องจากในขณะนั้นทนายเกิดผลเป็นทนายของวัด
ทนายเกิดผลเล่าว่า ตนไม่ทราบว่าพวกเขามีความสนิทสนมกันมากน้อยแค่ไหน แต่จากการที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับอดีตพระอลงกตและลูกศิษย์ที่อยู่ใกล้ชิด ตนมีความเชื่อว่าคนที่มาเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดเกิดจากความหึงหวงกัน
“ตอนแรกเขาไม่ยอมบอกว่าหมอบีทำอะไรผิด บอกกับหลวงพ่อเพียงว่าตัวหมอบีเปลี่ยนไป แล้วก็พยายามฟ้องว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องชู้สาว” ทนายเกิดผลเผย
ในขณะนั้นพระอลงกตเชื่อว่าน่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว จนกระทั่งหลังๆ เลขานุการคนนี้จึงเอาหลักฐานมาให้ดู โดยไม่ได้บอกว่าหมอบีทุจริตตั้งแต่ตอนแรก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์และแรงจูงใจในการเปิดเผยข้อมูล
ตำรวจขยายผลสืบสวน 30 คน
เมื่อถามเกี่ยวกับกรณีที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แจ้งว่า กำลังขยายผลการสืบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของวัดพระบาทน้ำพุประมาณ 30 คน ทนายเกิดผลยืนยันว่าตนยังไม่ทราบรายชื่อเหล่านั้น
“หากผมมีรายชื่อหรือตำรวจต้องการสอบถามข้อมูลต่างๆ กับผม ผมก็ยินดีให้ความร่วมมือ” ทนายเกิดผลกล่าวด้วยความพร้อมในการให้ข้อมูล
ทนายเกิดผลวิเคราะห์ว่า คนที่ถือครองทรัพย์สินและเชื่อมโยงกับเส้นทางการเงินของอดีตพระอลงกต ส่วนใหญ่เป็นคนใกล้ชิด และหลายคนเป็นกรรมการมูลนิธิต่างๆ ที่วนเวียนอยู่ในกลุ่มเดียวกัน
เผยดาราดัง-นักร้องยุค 80-90 เข้าออกวัดประจำ
ในส่วนที่ทำให้สาธารณชนสนใจเป็นพิเศษ ทนายเกิดผลได้เปิดเผยว่า เขาไม่ทราบว่าเครือข่ายจะเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มดารา นักร้อง หรืออินฟลูเอนเซอร์ทางเส้นทางการเงินหรือไม่ แต่เคยได้ยินและเห็นว่ามีนักร้องเข้ามาพบอดีตพระอลงกตบ่อยๆ
“มีทั้งนักร้องเดี่ยวและเป็นวง มีหลายวงมาเป็นจิตอาสา และที่ผมเห็นมาประจำเป็นวงดนตรียุค 80-90” ทนายเกิดผลเล่า
นอกจากนี้ ทนายเกิดผลยังเผยว่าเห็นดาราตลกมาพบอดีตพระอลงกตเช่นกัน โดยทราบว่าเป็นลูกศิษย์ แต่ไม่ทราบว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องทรัพย์สินหรือไม่
การเปิดเผยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า วงการบันเทิงไทย โดยเฉพาะในยุค 80-90 อาจมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายของวัดพระบาทน้ำพุมากกว่าที่คิด ซึ่งอาจเป็นเพราะความนิยมในการไปทำบุญหรือขอพรจากพระที่มีชื่อเสียงในขณะนั้น
ผลกระทบต่อสังคมไทย
คดีนี้ได้สร้างความสั่นสะเทือนต่อสังคมไทยในหลายมิติ ทั้งในด้านความเชื่อทางศาสนา ความน่าเชื่อถือของสถาบันทางศาสนา และระบบการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัด การเปิดเผยของทนายเกิดผลครั้งนี้ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับคดี และแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่อาจมีระหว่างวงการศาสนาและวงการบันเทิง
แนวทางการดำเนินคดีต่อไป
จากการเปิดเผยของทนายเกิดผล แสดงให้เห็นว่าคดีนี้มีความซับซ้อนมากกว่าที่เห็นในตอนแรก การที่มีบุคคลประมาณ 30 คนที่อาจเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงิน รวมถึงความเป็นไปได้ที่อาจมีบุคคลจากวงการบันเทิงเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การสืบสวนต้องขยายวงกว้างขึ้น
ตำรวจจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการสืบสวนบุคคลที่อาจเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการแยกแยะระหว่างผู้ที่เป็นเพียงลูกศิษย์หรือผู้ที่มาทำบุญธรรมดา กับผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเงินที่ผิดกฎหมาย
บทเรียนสำคัญ
คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสังคมไทยในการกำกับดูแลสถาบันทางศาสนาและการบริหารจัดการเงินบริจาค การที่มูลนิธิต่างๆ สามารถดำเนินงานโดยอาศัยความน่าเชื่อถือของบุคคลเพียงคนเดียว อาจเป็นช่องโหว่ที่ทำให้เกิดการใช้อำนาจในทางที่ผิด
นอกจากนี้ การที่บุคคลสามารถดำรงตำแหน่งในหลายมูลนิธิพร้อมกัน อาจต้องมีการพิจารณาทบทวนกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการขัดแย้งทางผลประโยชน์
ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและผู้ที่มีประสบการณ์ในการจัดการมูลนิธิ เห็นว่าคดีนี้เป็นตัวอย่างที่สำคัญของความจำเป็นในการมีระบบตรวจสอบและถ่วงดุลที่เข้มแข็ง การพึ่งพาความน่าเชื่อถือของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพียงคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นพระหรือบุคคลทั่วไป อาจนำไปสู่ปัญหาได้
การเปิดเผยของทนายเกิดผลครั้งนี้ แม้จะเพิ่มความซับซ้อนให้กับคดี แต่ก็เป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญแก่สาธารณชน และอาจช่วยให้การสืบสวนมีทิศทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
สรุป
คดีพระอลงกตและเครือข่ายการเงินของวัดพระบาทน้ำพุ ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การเปิดเผยของทนายเกิดผลครั้งนี้ได้เพิ่มมุมมองใหม่ให้กับคดี โดยเฉพาะเรื่องแรงจูงใจของผู้แจ้งความและความเชื่อมโยงที่อาจมีกับวงการบันเทิง
สาธารณชนจะต้องติดตามการดำเนินคดีต่อไป เพื่อดูว่าความจริงที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร และบทเรียนที่ได้จากคดีนี้จะนำไปสู่การปรับปรุงระบบการกำกับดูแลสถาบันทางศาสนาและมูลนิธิต่างๆ อย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต