สมปอง นครไธสง เปิดใจครั้งแรก ยอมรับยืมเงินอดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ 13 ล้านบาท คืนแล้วเกือบครึ่ง

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 ได้กลายเป็นวันที่สร้างความกระเพื่อมในโลกออนไลน์อีกครั้ง เมื่อ สมปอง นครไธสง อดีตพระมหาสมปอง พระนักเทศน์ชื่อดังที่ปัจจุบันเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ได้ออกมาเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับกรณีที่ตัวเองถูกกล่าวถึงในโซเชียลมีเดีย ว่าเป็นบุคคลที่เคยยืมเงินจากอดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ หรือที่รู้จักกันในนาม “ทิดอลงกต”

กรณีนี้เริ่มต้นจากการที่โลกออนไลน์เกิดการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับยอดเงินบริจาคมหาศาลของวัดพระบาทน้ำพุ โดยมีการกล่าวอ้างว่ามีอินฟลูเอนเซอร์ดังซึ่งเป็นอดีตพระสงฆ์เคยหยิบยืมเงินจากอดีตเจ้าอาวาสเมื่อครั้งครองสมณ พร้อมทั้งมีการบอกใบ้ด้วยอักษรย่อ “ส.” “ด.” และ “พ.” ซึ่งทำให้หลายคนเดาว่าน่าจะหมายถึงใคร

Table of Contents

สมปอง โพสต์ยอมรับ “ยืมนะครับยืม คืนไปแล้วเกือบครึ่ง”

ก่อนหน้านี้ สมปอง นครไธสง ได้โพสต์ข้อความสั้นๆ บนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ยืมนะครับยืม คืนไปแล้วเกือบครึ่ง” ซึ่งเป็นการยืนยันทางอ้อมว่าตัวเองคือบุคคลที่ถูกกล่าวถึง โดยไม่ได้ปฏิเสธหรือหลบหลีกประเด็นดังกล่าว

วันที่ 28 สิงหาคม สมปอง ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “โหนกระแส” อย่างละเอียด โดยเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เหตุผลในการยืมเงิน จำนวนเงินที่ยืม วิธีการได้เงินมา และสถานการณ์การชำระคืนในปัจจุบัน

ความสัมพันธ์ระหว่างสมปองกับอดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ

สมปอง เล่าว่า ตัวเองรู้จักอดีตพระอลงกตมาตั้งแต่ท่านยังเป็นเณร โดยเคยเห็นท่านนั่งรับบริจาคที่สนามหลวง ต่อมาในภายหลัง เมื่อตัวเองทำงานด้านการให้ความรู้แก่เยาวชน โดยเฉพาะการอบรมนักเรียนเรื่องการป้องกันโรค HIV และการให้ความรู้เรื่องความรักในวัยเรียน ได้ใช้สื่อจากวัดพระบาทน้ำพุเป็นประจำ

“ผมเห็นท่านตั้งแต่เป็นเณร ท่านนั่งรับบริจาคที่สนามหลวง หลังๆ ผมไปอบรมนักเรียน นำผู้ป่วย HIV เอาไปฉายปิดท้ายตลอดในการสอนเรื่องรักในวัยเรียน ให้ระมัดระวังในเรื่องความรัก ซึ่งผมใช้สื่อวัดพระบาทน้ำพุตลอด” สมปอง เล่าถึงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์

การมีส่วนร่วมในรายการธรรมะเดลิเวอรี่และการบริจาคเงิน

จุดเชื่อมต่อที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อ สมปอง ได้ไปทำรายการ “ธรรมะเดลิเวอรี่” ของแกรมมี่ ซึ่งผู้บริหารรายการได้สอบถามว่าจะนำรายได้จากการทำ Corporate Social Responsibility (CSR) ไปบริจาคที่ไหน สมปอง ตอบว่าต้องการนำไปบริจาคที่วัดพระบาทน้ำพุ เพราะตัวเองใช้สื่อของวัดแห่งนี้เป็นประจำ

การบริจาคเงินจากรายการดังกล่าวเกิดขึ้น 3 งวด ได้แก่

  • งวดแรก 800,000 บาท
  • งวดที่สอง 1,200,000 บาท
  • งวดที่สาม 1,500,000 บาท
  • รวมทั้งหมด 3,500,000 บาท

การบริจาคเงินจำนวนมหาศาลนี้ได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง สมปอง กับวัดพระบาทน้ำพุ และกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ในภายหลังเมื่อตัวเองเดือดร้อน จึงคิดถึงการขอความช่วยเหลือจากอดีตเจ้าอาวาสแห่งนี้

เหตุการณ์ที่นำไปสู่การยืมเงิน – แม่ป่วยติดเตียงและผลกระทบจากโควิด-19

สาเหตุหลักที่ทำให้ สมปอง ต้องการเงินจำนวนมากคือการที่แม่ของตัวเองป่วยหมดและติดเตียง ซึ่งต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่การระบาดของโควิด-19 เริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ทำให้รายได้จากการทำงานลดลงอย่างมาก

“แม่ของผมป่วยติดเตียง มีค่าใช้จ่ายเยอะ ซึ่งตอนนั้นโควิด-19 ระบาด ผมจึงตัดสินใจยืมเงินท่าน และจะยืมประมาณ 10 ล้านบาท” สมปอง อธิบายถึงสถานการณ์ที่บีบคั้นในขณะนั้น

กระบวนการตัดสินใจและการติดต่อขอยืมเงิน

การตัดสินใจยืมเงินจากอดีตเจ้าอาวาสไม่ใช่เรื่องง่าย สมปอง เล่าว่าตัวเองรู้สึกกังวลใจมาก เพราะกลัวว่าจะถูกตำหนิหรือถูกสอน แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาท่านด้วยเหตุผลที่ไม่ต้องการเสียดอกเบี้ยจากการกู้ยืมจากแหล่งอื่น

“ตอนแรกก็ใจเต้น เพราะคิดว่าจะโดนด่า โดนสอน สุดท้ายตัดสินใจโทรไปหาท่าน บอกว่า ‘ผมไปยืมคนอื่นมา และผมไม่อยากเสียดอกแล้วครับหลวงพ่อ ผมอยากขอยืมหลวงพ่อ'” สมปอง เล่าถึงช่วงเวลาที่ตัวเองรู้สึกประหม่า

การตอบสนองจากอดีตเจ้าอาวาสเป็นไปอย่างราบรื่น โดยท่านสวนกลับมาถามว่า “จะใช้คืนภายในกี่ปี” ซึ่ง สมปอง ตอบว่า “ภายใน 4 ปี น่าจะใช้คืนได้หมดครับหลวงพ่อ”

รายละเอียดการได้รับเงินยืม 13 ล้านบาท

สมปอง เปิดเผยว่า จำนวนเงินที่ยืมได้จริงคือ 13 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าที่ตั้งใจจะยืมในตอนแรก การได้รับเงินเกิดขึ้นในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งการโอนเงินผ่านธนาคารและเงินสดที่ได้รับโดยตรง

รูปแบบการได้รับเงิน:

  • การโอนเงินผ่านธนาคารเป็นงวดๆ ได้แก่ 3 ล้านบาท, 4 ล้านบาท, และ 5 ล้านบาท
  • เงินสด 1 ล้านบาท ที่ได้รับในวันที่ไปพบท่านโดยตรง

สมปอง เล่าถึงช่วงเวลาที่ได้รับเงินสดว่า “ในวันที่ไปยืมท่านให้ลูกศิษย์เอาของมาให้ ตอนแรกนึกว่าถุงขนม แต่ท้ายสุดพบว่าเป็นเงิน 1 ล้านบาท”

สิ่งที่น่าสนใจคือการโอนเงินไม่ได้มาจากบัญชีของอดีตเจ้าอาวาสโดยตรง แต่มาจากบุคคลที่สาม ซึ่ง สมปอง อธิบายว่าเป็นลูกศิษย์ของท่าน และเป็นบุคคลเดียวกันที่ให้เงินสดด้วย

การวิเคราะห์ว่าเงินที่ยืมเป็นเงินส่วนตัวไม่ใช่เงินวัด

ประเด็นสำคัญที่ สมปอง ต้องการชี้แจงคือการยืนยันว่าเงินที่ตัวเองยืมมาเป็นเงินส่วนตัวของอดีตเจ้าอาวาส ไม่ใช่เงินของวัด เขาอธิบายถึงเหตุผลที่ทำให้มั่นใจในเรื่องนี้

“เงินของพระมี 2 ส่วน คือ 1. การสวดต่างๆ นิมนต์ไปบรรยาย เป็นเงินส่วนตัวของพระ 2. เงินวัด ที่แตะต้องไม่ได้เนื่องจากมีคณะกรรมการดูแล จึงมั่นใจว่าเงินที่ยืมเป็นเงินส่วนตัวของท่าน”

สมปอง เสริมว่า หากเป็นเงินวัดจริง การยืมเงิน 10-13 ล้านบาทจากวัดเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีคณะกรรมการคนไหนที่จะอนุมัติเงินจำนวนดังกล่าว จึงทำให้มั่นใจได้ว่าเป็นเงินส่วนบุคคลของอดีตเจ้าอาวาส

ผลกระทบจากโควิด-19 ต่อการชำระคืน

แผนการชำระคืนเงินของ สมปอง ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้และการทำงานอย่างรุนแรง

“ยืมได้สองเดือนโควิด-19 ระบาด งานไม่ค่อยมี งานหายไปเยอะ แทนที่จะได้ใช้ให้หลวงพ่อเดือนละ 3-5 แสนบาท ก็ได้ 1-2 แสนบาทบ้าง” สมปอง อธิบายถึงความยากลำบากที่เผชิญ

ผลกระทบจากโควิด-19 ไม่ได้จำกัดเพียงแค่การลดลงของรายได้ แต่ยังรวมถึงปัญหาด้านสุขภาพจิตของ สมปอง เอง เขาเล่าว่ามีช่วงที่ตัวเองเป็นแพนิค (Panic Disorder) ทำงานไม่ได้เกือบ 3 ปี โดยอาจจะเว้นไปเป็นครึ่งปีหรือเป็นปีบ้าง

สถานการณ์การชำระคืนปัจจุบัน

ณ วันที่ให้สัมภาษณ์ สมปอง เปิดเผยว่าได้ชำระเงินคืนไปแล้วจำนวน 5.5 ล้านบาท จากเงินที่ยืมมาทั้งหมด 13 ล้านบาท เหลือเงินที่ยังต้องชำระอีก 8.8 ล้านบาท (13 – 5.5 = 7.5 ล้านบาท แต่ตามที่ระบุคือ 8.8 ล้านบาท)

การชำระคืนล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2568 สมปอง ระบุว่าตัวเองมีสลิปการโอนเงินคืนทุกครั้ง พร้อมกับเขียนข้อความกำกับไว้ในทุกใบ โดยโอนเข้าไปที่บัญชีส่วนบุคคลซึ่งเป็นชื่อของบุคคลเดียวกันที่เคยโอนเงินให้ตัวเองมาในตอนแรก

ลักษณะการยืมเงิน – ไม่มีสัญญาหรือหลักประกัน

สิ่งที่น่าสนใจในกรณีนี้คือการยืมเงินจำนวนมหาศาล 13 ล้านบาท เกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญายืมเงินหรือหลักประกันใดๆ เป็นการยืมแบบ “ปากเปล่า” ที่อิงเพียงความไว้วางใจระหว่างกัน

“ตอนยืม ยืมปากเปล่า ไม่ได้ทำสัญญา และมีสลิปการคืน พร้อมกับเขียนข้อความกำกับไว้ทุกใบ” สมปอง อธิบายถึงลักษณะการยืมเงินครั้งนี้

เมื่อถูกถามว่า “มีสัญญาในการกู้ยืมหรือไม่” สมปอง ตอบว่า “ไม่มี ท่านใจใจกับผม บอกว่าไม่เป็นไร และไม่คิดว่าจะไม่จ่ายคืน”

แผนการชำระหนี้ที่เหลืออยู่

สมปอง เปิดเผยแผนการในการชำระเงินที่เหลืออยู่ โดยระบุว่าตัวเองกำลังจะเริ่มธุรกิจขายของออนไลน์ และตั้งเป้าหมายที่จะชำระเงินให้หมดภายในปี 2568

“ตอนนี้จิตใจฟื้นแล้ว กำลังจะขายออนไลน์ ซึ่งตั้งเป้าอยากจะหมดภายในปีนี้ และจะใช้คืนให้เร็วที่สุด” สมปอง แสดงความมุ่งมั่นในการชำระหนี้

ทั้งนี้ เขายังเล่าว่าในช่วงที่ตัวเองเป็นแพนิคและทำงานไม่ได้ รู้สึกโชคดีที่อดีตเจ้าอาวาสไม่ได้เข้ามาไล่จี้ให้รีบชำระเงิน แต่ตัวเองก็รู้สึกเสมอว่าเงินที่ยืมมาต้องคืน และต้องครบด้วย

เจตนาในการให้เงินเพิ่ม 1 ล้านบาท

สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจดีของ สมปอง คือการที่เขาตั้งใจจะคืนเงิน 14 ล้านบาท แม้ว่าจะยืมมาเพียง 13 ล้านบาท เงินส่วนเพิ่ม 1 ล้านบาทนี้ไม่ใช่ดอกเบี้ยตามที่ตกลงกัน แต่เป็นการถวายเพิ่มเติมตามความตั้งใจ

“ยืม 13 ล้านบาท เพราะจะใช้คืน 14 ล้านบาท เพราะอยากจะถวายเฉยๆ อีก 1 ล้านบาท ตั้งใจอย่างนั้น ไม่ใช่ดอกเบี้ย แต่ตั้งใจจะให้” สมปอง อธิบายถึงเจตนาดีของตัวเอง

ความพร้อมในการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่

ในตอนท้ายของการให้สัมภาษณ์ สมปอง ได้แสดงความพร้อมในการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่หากมีการเรียกตัวไปสอบสวนเกี่ยวกับกรณีนี้

“ถ้าตำรวจเรียกเมื่อไหร่ พร้อมไปเมื่อนั้นเลย” สมปอง กล่าวอย่างมั่นใจ แสดงให้เห็นว่าตัวเองไม่ได้มีอะไรต้องปิดบัง

มุมมองและบทเรียนจากเหตุการณ์นี้

กรณีของ สมปอง นครไธสง สะท้อนให้เห็นถึงหลายประเด็นสำคัญ ทั้งในเรื่องของความไว้วางใจระหว่างบุคคล ผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19 ต่อชีวิตผู้คน และความซับซ้อนของการจัดการเงินบริจาคในสถาบันทางศาสนา

การที่ สมปอง ออกมาเปิดเผยความจริงอย่างโปร่งใส แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม

กรณีนี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการบริหารจัดการทางการเงินในยามเกิดวิกฤต และความสำคัญของการมีระบบสนับสนุนทางสังคมที่เหมาะสม เพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ประสบปัญหาในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

ในขณะเดียวกัน กรณีนี้ก็ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการติดตามและตรวจสอบอย่างรอบคอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความโปร่งใสต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

สรุป

การเปิดเผยของ สมปอง นครไธสง เกี่ยวกับการยืมเงิน 13 ล้านบาทจากอดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เป็นการชี้แจงที่ครอบคลุมและละเอียด โดยเขาได้อธิบายถึงเหตุผล กระบวนการ และสถานการณ์ปัจจุบันอย่างโปร่งใส

ปัจจุบัน สมปอง ได้ชำระเงินคืนไปแล้ว 5.5 ล้านบาท และมีแผนจะชำระส่วนที่เหลืออีก 8.8 ล้านบาทให้เสร็จสิ้นภายในปี 2568 พร้อมทั้งแสดงความพร้อมในการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่หากได้รับการเรียกตัวไปสอบสวน

กรณีนี้จึงยังคงต้องได้รับการติดตามต่อไปเพื่อให้เกิดความชัดเจนและความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในประเด็นของการจัดการเงินบริจาคและความโปร่งใสในการดำเนินงานของสถาบันทางศาสนา