เปิดคดีฉาวคอร์รัปชัน! ปลัดอบจ.มุกดาหาร หักเงินค่าดำเนินการ 10% จากผู้รับเหมา มูลค่าโครงการกว่า 12 ล้าน

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมกับ พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผู้บัญชาการสำนักงานป.ป.ช. และ พ.ต.อ.วิศิษฐ์ พลบม่วง ผู้กำกับกิจการ 3 สำนักงานป.ป.ช. ได้นำกำลังเข้าจับกุมตัว ว่าที่ร้อยโท วัทธิกร ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร ภายในสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร

การจับกุมครั้งนี้เป็นไปตามหมายจับที่ออกโดยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ข้อหาที่ร้ายแรงถึง 3 ข้อหา ได้แก่ “เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจโดยมิชอบ” “ข่มขื่นใจให้บุคคลอื่นมอบหรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน” และ “เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ”

ที่มาของคดี – การแจ้งความของผู้เสียหาย

คดีนี้เริ่มต้นจากการที่ตัวแทนของบริษัทรับเหมาก่อสร้างเอกชนแห่งหนึ่งได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานป.ป.ช. โดยกล่าวหาว่าถูก ว่าที่ร้อยโท วัทธิกร ซึ่งมีตำแหน่งเป็นปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร ข่มขู่และเรียกเงินแลกกับการเซ็นอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณ

ผู้เสียหายระบุว่า บริษัทของตนได้ชนะการประมูลโครงการก่อสร้างจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหารเป็นจำนวนถึง 7 โครงการ โดยมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 12,773,000 บาท และมี ว่าที่ร้อยโท วัทธิกร ในฐานะปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร เป็นผู้มีอำนาจในการลงนามอนุมัติโครงการดังกล่าว

รูปแบบการกระทำผิด – ข่มขู่เพื่อเรียกเงิน

เหตุการณ์ที่นำไปสู่การเปิดโปงคดีนี้เริ่มต้นหลังจากที่บริษัทผู้รับเหมาได้ส่งมอบงานและสามารถเบิกเงินได้เพียง 2 โครงการจากทั้งหมด 7 โครงการ สำหรับอีก 5 โครงการที่เหลือ ว่าที่ร้อยโท วัทธิกร กลับปฏิเสธไม่ให้เบิกเงิน โดยอ้างเหตุผลว่างานไม่เรียบร้อย

ทั้งนี้ ตามคำให้การของผู้เสียหาย ในความเป็นจริงบริษัทได้ปฏิบัติงานถูกต้องครบถ้วนตามข้อกำหนดและมีการเซ็นตรวจรับงานแล้ว การที่ ว่าที่ร้อยโท วัทธิกร ปฏิเสธการเบิกเงินจึงเป็นการกระทำที่ไม่สมควร

การเรียกเงินค่าตอบแทน 10 เปอร์เซ็นต์

หลังจากที่สถานการณ์ดำเนินไปในลักษณะดังกล่าว ว่าที่ร้อยโท วัทธิกร ได้เสนอข้อตกลงให้กับผู้รับเหมา โดยเรียกเงินค่าตอบแทน 10 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าโครงการ ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 700,000 บาท

ผู้เสียหายที่เกรงว่าหากไม่ยอมตามข้อเรียกร้องดังกล่าวจะไม่สามารถเบิกเงินค่าดำเนินการได้ จึงจำต้องยอมนำเงินสดไปส่งมอบให้กับ ว่าที่ร้อยโท วัทธิกร เป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท โดยนำไปวางไว้ตามจุดที่ได้นัดหมายไว้ล่วงหน้า

การทวงเงินที่เหลือ – จุดเริ่มต้นของการแจ้งความ

เหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อ ว่าที่ร้อยโท วัทธิกร พบว่าเงินที่ได้รับไม่ครบตามจำนวนที่เรียกร้อง จึงได้โทรศัพท์ไปทวงเงินส่วนที่เหลืออีก 200,000 บาท

การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายตระหนักถึงความร้ายแรงของเหตุการณ์และตัดสินใจนำเรื่องเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานป.ป.ช. ซึ่งนำไปสู่การสืบสวนสอบสวน การออกหมายจับ และการจับกุมตัวผู้ต้องหาในที่สุด

กระบวนการสืบสวนและการสอบสวน

หลังจากได้รับแจ้งความจากผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่สำนักงานป.ป.ช. ได้ดำเนินการสืบสวนอย่างละเอียดถี่ถ้วน การสืบสวนครั้งนี้ครอบคลุมถึงการตรวจสอบเอกสารหลักฐาน การสัมภาษณ์พยาน และการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

กระบวนการสืบสวนได้ให้ผลเป็นที่น่าพอใจ เจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานที่เพียงพอต่อการฟ้องร้องได้ ทำให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ออกหมายจับต่อผู้ต้องหา

การดำเนินคดีและการปฏิเสธของผู้ต้องหา

เมื่อถูกจับกุมและนำตัวมาสอบสวน ว่าที่ร้อยโท วัทธิกร ยังคงให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด ผู้ต้องหาอ้างว่าตนไม่ได้กระทำการดังที่ถูกกล่าวหา และไม่ได้เรียกเงินจากผู้รับเหมาแต่อย่างใด

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการตรวจค้นหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมภายในห้องทำงานส่วนตัวของผู้ต้องหา การตรวจค้นครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาหลักฐานที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหา

ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด การที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการบริหารงานของภาครัฐ

องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปการต่างๆ ที่สำคัญต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน การที่มีการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจึงไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเสียหายทางการเงินเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพของงานก่อสร้างและการพัฒนาพื้นที่อีกด้วย

มาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

คดีนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลในการบริหารงานภาครัฐ การที่ผู้เสียหายกล้าออกมาแจ้งความและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งที่ชื่นชมและควรเป็นแบบอย่าง

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำกรณีนี้เป็นบทเรียนในการปรับปรุงระบบการควบคุมภายใน การกำหนดกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส และการสร้างกลไกการร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก

ขั้นตอนการดำเนินคดีต่อไป

หลังจากเสร็จสิ้นการตรวจค้นพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการนำตัวผู้ต้องหาส่งต่อให้กับพนักงานสอบสวน กองกำกับ 3 สำนักงานป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

กระบวนการสอบสวนที่จะตามมาจะเป็นการสอบสวนอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนและนำไปสู่การดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ หากผู้ต้องหาถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดจริง นอกจากจะต้องรับโทษตามกฎหมายแล้ว ยังอาจต้องสูญเสียสิทธิในการดำรงตำแหน่งข้าราชการอีกด้วย

บทเรียนสำหรับสังคม

คดีการทุจริตของปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหารครั้งนี้เป็นเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนปัญหาโครงสร้างการทุจริตที่ยังคงมีอยู่ในระบบราชการไทย แม้ว่าจะมีกลไกการตรวจสอบและหน่วยงานต่อต้านการทุจริตหลายแห่ง แต่การทุจริตในรูปแบบต่างๆ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการสร้างสังคมที่มีความโปร่งใสและปลอดการทุจริต การที่ผู้ประกอบการกล้าออกมาแจ้งความเมื่อถูกเรียกเงินโดยไม่ชอบธรรมเป็นสิ่งที่สมควรได้รับการสนับสนุนและคุ้มครอง

สำหรับคดีนี้ สาธารณชนจะต้องติดตามความคืบหน้าของการดำเนินคดีอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินไปอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส และเพื่อเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าสังคมไทยจะไม่ยอมรับการทุจริตคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ