รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมเปิดตัวโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่ง” รอบใหม่ในปี 2568 ด้วยรูปแบบที่ปรับใหม่ โดยแบ่งสิทธิประโยชน์เป็น 2 ระดับ กลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวน 11 ล้านคนจะได้รับสิทธิพิเศษ รัฐช่วยจ่าย 60% ในขณะที่ประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับสิทธิ รัฐช่วยจ่าย 50% ตามแบบเดิม
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยรายละเอียดโครงการดังกล่าวเมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา โดยระบุว่าแนวคิดนี้เป็นการปรับปรุงจากโครงการคนละครึ่งเดิม เพื่อให้มีความน่าสนใจมากขึ้นและสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีอากร
กลุ่มผู้เสียภาษีได้สิทธิพิเศษ รัฐช่วยจ่าย 60%
โครงการคนละครึ่งรอบใหม่นี้จะมีการจัดสรรสิทธิประโยชน์แบบใหม่ที่แตกต่างจากรอบก่อนหน้า โดยกลุ่มแรกที่จะได้รับสิทธิพิเศษคือ ผู้มีรายได้ที่ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งมีจำนวนประมาณ 11 ล้านคนทั่วประเทศ กลุ่มนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์ในรูปแบบ 60:40 หมายความว่า รัฐจะช่วยจ่าย 60% และผู้ใช้บริการจ่ายเอง 40%
การให้สิทธิพิเศษแก่กลุ่มผู้เสียภาษีนี้ ถือเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีอากรอย่างถูกต้อง และเป็นการตอบแทนผู้ที่มีส่วนสนับสนุนรายได้ของรัฐ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการขยายฐานภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีของรัฐบาล
นายลวรณ อธิบายว่า “กลุ่มผู้เสียภาษีนี้ถือเป็นผู้ที่อยู่ในระบบภาษีอย่างเป็นทางการ จึงควรได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่าประชาชนทั่วไป เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีคนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น และเป็นการยุติธรรมสำหรับผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง”
ประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้สิทธิ 50:50
สำหรับ ประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิประโยชน์ในรูปแบบ 50:50 คือ รัฐช่วยจ่าย 50% และผู้ใช้บริการจ่ายเอง 50% ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับโครงการคนละครึ่งที่ผ่านมา
การคงรูปแบบ 50:50 สำหรับกลุ่มนี้ เป็นการรักษาความต่อเนื่องของนโยบายและทำให้ประชาชนคุ้นเคยกับระบบ ทั้งยังช่วยให้การเข้าถึงสิทธิประโยชน์เป็นไปอย่างทั่วถึงและไม่ซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและต้องการความช่วยเหลือจากรัฐ
ปลัดกระทรวงการคลังยังเสริมว่า “เราต้องการให้โครงการนี้เข้าถึงประชาชนได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญในการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ”
หลักเกณฑ์ใหม่คล้ายเดิม พร้อมเพิ่มกิมมิคใหม่
นายลวรณ เผยว่า หลักเกณฑ์ของโครงการคนละครึ่งรอบใหม่จะคล้ายคลึงกับโครงการเดิมประมาณ 80-90% เพื่อให้ประชาชนคุ้นเคยและสามารถใช้งานได้อย่างรวดเร็ว แต่จะมีการปรับปรุงและเพิ่มกิมมิคใหม่ๆ เพื่อให้น่าสนใจมากขึ้น
“หลักเกณฑ์น่าจะคล้ายของเดิมที่สุด 80-90% แล้วก็มาปรับปรุงอะไรให้มันดูน่าสนใจมากขึ้น เพราะฉะนั้นประชาชนคุ้นเคยกับคนละครึ่งเดิมยังไง ซึ่งหลักน่าจะเหมือนเดิม แล้วก็ปรับบางเรื่องให้มีกิมมิคมากขึ้น เช่น 60:40 แต่อาจจะมีเรื่องใหม่ๆ ซึ่งยังไม่รู้” นายลวรณ กล่าว
การคงหลักเกณฑ์พื้นฐานเดิมไว้ จะช่วยลดความสับสนและทำให้ประชาชนสามารถเริ่มใช้งานได้ทันทีเมื่อโครงการเปิดตัว ขณะเดียวกันการเพิ่มกิมมิคใหม่ก็จะช่วยสร้างความน่าสนใจและกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนได้มากขึ้น
งบประมาณ 25,000 ล้านบาท จากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในด้านงบประมาณ หากโครงการคนละครึ่งรอบใหม่เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นไป จะใช้เงินงบประมาณปี 2569 จากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 25,000 ล้านบาท ในการดำเนินโครงการ
อย่างไรก็ตาม หากโครงการมีขนาดใหญ่และต้องการขยายวงเงินให้ครอบคลุมผู้มีสิทธิมากขึ้น รัฐบาลอาจต้องพิจารณาดึงงบประมาณจากงบกลางรายการอื่นๆ มาสมทบเพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่
นายลวรณ ระบุว่า “เดี๋ยวคงต้องหารือกับคณะรัฐมนตรีอีกครั้งว่า รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินในส่วนใดเพิ่มเติมหรือไม่ ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะแม้การใช้งบประมาณมากจะเป็นผลดี แต่ก็ต้องจัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจนว่า เงินที่มีอยู่ควรนำไปใช้ในด้านใดบ้าง”
การพิจารณาความเหมาะสมและลำดับความสำคัญ
ปลัดกระทรวงการคลังเน้นว่า การจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการต่างๆ จำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยต้องจัดลำดับความสำคัญของนโยบายต่างๆ ให้ชัดเจน และใช้เงินงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ
“ซึ่งเป็นเรื่องเชิงนโยบายที่ควรถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอีกครั้งว่า เงินที่มีอยู่นี้ควรแบ่งไปทำอะไร และมีเรื่องใดที่รัฐบาลอยากผลักดันเป็นพิเศษ” นายลวรณ เสริม
การพิจารณานี้สะท้อนถึงความรับผิดชอบทางการเงินการคลังของรัฐบาล ที่ต้องใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
วัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการ
โครงการคนละครึ่งรอบใหม่นี้มีวัตถุประสงค์หลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการบริโภคของประชาชนในระดับรากหญ้า ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปยังผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง รวมถึงร้านค้าปลีกทั่วประเทศ
นอกจากนี้ การแบ่งระดับสิทธิประโยชน์ยังมีเป้าหมายในการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีอากรมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ของรัฐในระยะยาวและสร้างความยั่งยืนทางการเงินการคลัง
ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
จากการที่มีผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประมาณ 11 ล้านคนที่จะได้รับสิทธิพิเศษ รัฐช่วยจ่าย 60% คาดว่าจะสร้างกระแสการใช้จ่ายที่แรงกว่าเดิม เนื่องจากกลุ่มนี้โดยส่วนใหญ่มีกำลังซื้อและรายได้ที่มั่นคง
ขณะเดียวกัน การคงสิทธิ 50:50 สำหรับประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะช่วยให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยยังคงสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง
การเตรียมความพร้อมและกำหนดการ
ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียดของนโยบายและกำลังเตรียมเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ คาดว่าจะมีการประกาศรายละเอียดที่ชัดเจนในเร็วๆ นี้
หากได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี โครงการอาจเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีและเทศกาลต่างๆ
ความท้าทายและข้อพิจารณา
แม้โครงการจะมีเป้าหมายที่ดีในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังมีความท้าทายหลายประการที่ต้องพิจารณา เช่น การจัดระบบการตรวจสอบสิทธิของผู้เสียภาษี การป้องกันการฉ้อโกง และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับระบบใหม่
นอกจากนี้ การบริหารจัดการงบประมาณให้เพียงพอกับจำนวนผู้มีสิทธิที่อาจสูงกว่าคาดการณ์ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่สำคัญ
มุมมองจากภาคเอกชน
ภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง ให้การต้อนรับโครงการนี้อย่างดี เนื่องจากจะช่วยเพิ่มยอดขายและกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า อย่างไรก็ตาม พวกเขาหวังว่าจะมีการปรับปรุงระบบการชำระเงินให้รวดเร็วและสะดวกมากขึ้น
บทสรุป
โครงการคนละครึ่งรอบใหม่ 2568 ถือเป็นนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีการปรับปรุงและพัฒนาจากโครงการเดิม โดยการแบ่งระดับสิทธิประโยชน์เป็น 2 ระดับ ทั้งการให้สิทธิพิเศษแก่ผู้เสียภาษี 11 ล้านคน ด้วยสิทธิ รัฐช่วยจ่าย 60% และการคงสิทธิ 50:50 สำหรับประชาชนทั่วไป
ด้วยงบประมาณ 25,000 ล้านบาท โครงการนี้คาดว่าจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีอากรมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว
การสำเร็จของโครงการจะขึ้นอยู่กับรายละเอียดในการดำเนินงาน การบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์และวิธีการใช้งาน