เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์ประสานงานเพจสายไหมต้องรอด ถนนวัดเกาะ เขตสายไหม กรุงเทพมหานกร นางสาวเอ (นามสมมติ) เจ้าของบริษัทแห่งหนึ่งและนักลงทุนเทรดหุ้นมืออาชีพ ได้เดินทางมาขอความช่วยเหลือจากนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด หลังตกเป็นเหยื่อของแก๊งสแกมเมอร์ที่ใช้วิธีการหลอกลวงแบบใหม่
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นการทุจริตที่มีรูปแบบซับซ้อนและประณีต โดยมิจฉาชีพได้สร้างความน่าเชื่อถือผ่านการใช้บัญชีนิติบุคคลในการรับเงินลงทุน ซึ่งต่อมาได้พิสูจน์แล้วว่าเป็น “นิติบุคคลม้า” ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการหลอกลวงเท่านั้น
วิธีการหลอกลวงที่ซับซ้อนและประณีต
นางสาวเอได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ตนเองเป็นกรรมการบริษัทแห่งหนึ่งและมีประสบการณ์ในการเทรดหุ้นมาระยะหนึ่ง ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้พบโฆษณาที่น่าสนใจบนเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งเป็นการเชิญชวนให้เข้าร่วมลงทุนเทรดหุ้นกับพอร์ตที่อ้างว่ามีผลตอบแทนสูง
การเริ่มต้นของการหลอกลวง
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 นางสาวเอได้ตัดสินใจโหลดแอปพลิเคชันดังกล่าวจากแอปเปิ้ลสโตร์ ซึ่งแอปพลิเคชันนี้มีการใช้รูปโปรไฟล์ของเซียนเทรดหุ้นชื่อดังที่มีความน่าเชื่อถือสูงในวงการลงทุน อย่างไรก็ตาม ต่อมาจึงได้ทราบว่าเป็นแอปพลิเคชันปลอมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกลวงเท่านั้น
หลังจากติดตั้งแอปพลิเคชันแล้ว นางสาวเอได้เข้าร่วมกลุ่ม “มายเซ็ต2023” ซึ่งมีสมาชิกมากกว่า 300 คน ในกลุ่มนี้มีการแชร์ข้อมูลการลงทุนและผลตอบแทนที่ดูน่าเชื่อถือ มิจฉาชีพได้ใช้กลยุทธ์การสร้างบรรยากาศของชุมชนนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ เพื่อให้เหยื่อเกิดความมั่นใจและความต้องการที่จะเข้าร่วม
แคมเปญพิเศษที่เป็นกับดักการลงทุน
หลังจากที่นางสาวเอได้อยู่ในกลุ่มระยะหนึ่ง เจ้าของพอร์ตได้เสนอแคมเปญพิเศษสำหรับนักลงทุนรายใหญ่ ภายใต้ชื่อพอร์ต “จีซีสเปียร์” (GC Spear) ซึ่งอ้างว่าสามารถให้ผลตอบแทนสูงถึง 100% โดยหักค่าธรรมเนียมเพียง 15% เท่านั้น
รายละเอียดการบริการ VIP
แคมเปญพิเศษนี้มีลักษณะที่แตกต่างจากกลุ่มทั่วไป คือมีสมาชิกเพียง 5-6 คนเท่านั้น และแต่ละคนจะได้รับบริการเลขานุการส่วนตัวจากพอร์ตเพื่อดูแลการลงทุนอย่างใกล้ชิด การให้บริการแบบ VIP นี้ทำให้นางสาวเอรู้สึกว่าตนเองได้รับการดูแลเป็นพิเศษและเป็นนักลงทุนที่มีความสำคัญ
ด้วยความสนใจในโอกาสการลงทุนที่ดูน่าสนใจนี้ นางสาวเอจึงตัดสินใจเริ่มต้นด้วยการโอนเงินครั้งแรก 1 ล้านบาท เข้าบัญชีของนิติบุคคลที่แก๊งมิจฉาชีพได้เตรียมไว้ล่วงหน้า ซึ่งการใช้บัญชีนิติบุคคลนี้เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือ เพราะโดยทั่วไปแล้วนิติบุคคลมักจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่าบัญชีบุคคลธรรมดา
กลยุทธ์การสร้างความเชื่อมั่นด้วยกำไรจำลอง
หลังจากการลงทุนครั้งแรก นางสาวเอได้รับ “กำไร” 500,000 บาท ซึ่งแสดงบนหน้าจอแอปพลิเคชัน กำไรที่ปรากฏนี้เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การหลอกลวง เพราะทำให้เหยื่อเกิดความมั่นใจและเชื่อว่าการลงทุนนี้ให้ผลตอบแทนจริง แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วจะเป็นเพียงตัวเลขที่ถูกจำลองขึ้นมาเท่านั้น
การเพิ่มจำนวนเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ด้วยความมั่นใจจากกำไรครั้งแรก นางสาวเอจึงเริ่มโอนเงินลงทุนเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยโอนในนามส่วนตัวครั้งละ 1-2 ล้านบาท และเนื่องจากตนเองเป็นเจ้าของบริษัท จึงยังโอนเงินในนามนิติบุคคลของบริษัทด้วย ครั้งละ 10 ล้านบาท และมากที่สุดถึง 15 ล้านบาทต่อครั้ง
การที่นางสาวเอสามารถโอนเงินจำนวนมากได้อย่างต่อเนื่องนี้ เป็นเพราะความโลภและความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นจากผลกำไรที่ปรากฏบนหน้าจอ แก๊งมิจฉาชีพได้ใช้จิตวิทยาการลงทุนนี้เป็นอย่างดี โดยการแสดงผลกำไรที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เหยื่อต้องการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อได้กำไรมากขึ้น
ระยะเวลาแห่งการหลอกลวงและจำนวนเงินที่สูญหาย
ในช่วงเวลาเพียง 24 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน ถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 นางสาวเอได้โอนเงินทั้งหมด 159 ล้านบาท ไปยังบัญชีของแก๊งมิจฉาชีพ เงินจำนวนนี้รวมถึงเงินส่วนตัวและเงินของบริษัทที่ตนเองเป็นเจ้าของ
สิ่งที่น่าสังเกตคือตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นางสาวเอไม่เคยถอนเงินออกมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว เนื่องจากแก๊งมิจฉาชีพได้โน้มน้าวให้เธอเก็บเงินไว้ในระบบเพื่อ “ผลประโยชน์สูงสุด” และเพื่อ “การเติบโตของเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง”
จุดเริ่มต้นของการเปิดโปง
เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2568 นางสาวเอได้ตัดสินใจที่จะถอนเงินลงทุนและกำไรออกมาใช้ แต่แก๊งมิจฉาชีพได้กลับมาบอกเงื่อนไขใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน คือต้องหาเงินมาลงทุนเพิ่มอีก 50 ล้านบาท จึงจะสามารถถอนเงินทั้งหมดได้
การตื่นตัวของเหยื่อ
เงื่อนไขใหม่นี้ทำให้นางสาวเอเริ่มสงสัยและตระหนักว่าอาจจะถูกหลอกลวง เพราะเงื่อนไขดังกล่าวไม่สมเหตุสมผลและไม่เคยมีการแจ้งให้ทราบมาก่อน เมื่อนางสาวเอบอกไปว่าไม่มีเงินเพิ่มเติม แก๊งมิจฉาชีพก็เริ่มใช้ท่าทีที่เปลี่ยนไปและไม่ให้ความร่วมมือในการถอนเงิน
จุดนี้เองที่ทำให้นางสาวเอตระหนักว่าตนเองได้ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงรูปแบบใหม่ที่มีความซับซ้อนสูง และเงินลงทุนทั้งหมด 159 ล้านบาทน่าจะไม่สามารถได้คืนมาได้
การแจ้งความและการตอบสนองของเจ้าหน้าที่
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 นางสาวเอได้เดินทางไปแจ้งความที่กองกำกับการ 2 บก.สอท.1 (กองบังคับการสืบสวนสอบสวนกลาง 1) อย่างไรก็ตาม การตอบสนองของเจ้าหน้าที่ตำรวจทำให้เธอรู้สึกผิดหวัง เนื่องจากได้รับคำแนะนำเพียงว่า “ทำใจไว้ ไม่น่าจะได้เงินคืน”
ผลกระทบทางจิตใจของเหยื่อ
หลังจากเหตุการณ์นี้ นางสาวเอได้เผชิญกับปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรง เนื่องจากเงินที่สูญหายไปเป็นเงินส่วนใหญ่ที่เธอมี ทั้งเงินส่วนตัวและเงินของบริษัท สภาพจิตใจของเธอแย่ลงอย่างมาก จนถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย แต่ในที่สุดก็สามารถทำใจได้และยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งตระหนักถึงความผิดพลาดที่ตนเองได้กระทำ
เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของผลกระทบทางจิตใจที่รุนแรงที่เหยื่อของการฉ้อโกงต้องเผชิญ ไม่เพียงแต่การสูญเสียทางการเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรู้สึกผิด ความอับอาย และความสิ้นหวังที่อาจนำไปสู่การทำร้ายตนเองได้
การขอความช่วยเหลือและการเตือนภัย
ด้วยความตั้งใจที่จะไม่ให้ใครตกเป็นเหยื่อเหมือนตนเอง นางสาวเอจึงตัดสินใจมาขอความช่วยเหลือจากเพจสายไหมต้องรอด โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือการขอความช่วยเหลือในการดำเนินคดี และการเตือนภัยสมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่มที่อาจจะยังไม่ทราบว่าถูกหลอก
การเตือนภัยสมาชิกคนอื่น
นางสาวเอได้เปิดเผยว่าในกลุ่มจีซีสเปียร์ยังมีสมาชิกอีก 5-6 คนที่อาจจะยังไม่ทราบว่าตนเองกำลังถูกหลอก เธอจึงอยากให้มีการเตือนภัยบุคคลเหล่านี้ให้รีบถอนเงินออกมาก่อนที่จะสูญเสียเหมือนเธอ
นอกจากนี้ นางสาวเอยังได้รับข้อมูลว่าแก๊งมิจฉาชีพกลุ่มเดียวกันนี้กำลังเตรียมเปิดพอร์ตใหม่ชื่อ “คารีบา” (Cariba) เพื่อดำเนินการหลอกลวงต่อไป เธอจึงต้องการเตือนนักลงทุนทั่วไปให้ระวังและไม่ตกเป็นเหยื่อ
ปฏิกิริยาของผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด
นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ได้ให้ความเห็นและคำแนะนำในเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเขาได้เตือนนักลงทุนที่อาจจะยังอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับผู้เสียหายให้รีบถอนเงินออกมาทันที เนื่องจากพอร์ตที่พวกเขาลงทุนอยู่เป็นพอร์ตปลอม
แผนการดำเนินการต่อไป
นายเอกภพได้ประกาศว่าในวันถัดไป (12 กันยายน 2568) เขาจะพานางสาวเอไปพบ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1 (ผบก.สอท.1) เพื่อเร่งรัดการดำเนินคดีและให้ความสำคัญกับคดีนี้มากขึ้น
การดำเนินการนี้แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการติดตามคดีและความต้องการที่จะให้ความยุติธรรมแก่ผู้เสียหาย รวมทั้งเป็นการป้องกันไม่ให้มีผู้เสียหายรายใหม่เพิ่มขึ้น
รูปแบบการหลอกลวงและกลยุทธ์ใหม่
คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการพัฒนารูปแบบการหลอกลวงที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยแก๊งมิจฉาชีพได้ใช้เทคโนโลยีและจิตวิทยาการตลาดมาผสมผสานกัน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและหลอกลวงเหยื่อให้โอนเงินจำนวนมาก
จุดเด่นของการหลอกลวงรูปแบบนี้
- การใช้เอกลักษณ์ของบุคคลที่มีชื่อเสียง: การใช้รูปโปรไฟล์และชื่อของเซียนเทรดหุ้นที่มีชื่อเสียงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
- การสร้างชุมชนปลอม: การสร้างกลุ่มสมาชิกจำนวนมากเพื่อให้ดูเหมือนมีคนใช้บริการจริง
- การใช้บัญชีนิติบุคคล: การใช้บัญชีของนิติบุคคลเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือมากกว่าบัญชีส่วนบุคคล
- การให้ผลตอบแทนจำลองในช่วงแรก: การแสดงกำไรปลอมเพื่อสร้างความมั่นใจให้เหยื่อลงทุนเพิ่ม
- การให้บริการ VIP: การสร้างความรู้สึกพิเศษและได้รับการดูแลเป็นรายบุคคล
คำเตือนสำหรับนักลงทุน
จากเหตุการณ์นี้ สามารถสรุปข้อควรระวังสำหรับนักลงทุนที่สนใจเทรดหุ้น ดังนี้:
สัญญาณเตือนที่ควรระวัง
- ผลตอบแทนที่สูงผิดปกติ: การรับประกันผลตอบแทน 100% เป็นสิ่งที่ไม่สมจริงในโลกการลงทุน
- การไม่สามารถถอนเงินได้: หากไม่สามารถถอนเงินลงทุนหรือกำไรออกมาได้ ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ
- การเรียกเงินเพิ่มก่อนการถอน: การขออุปถัมภ์เงินเพิ่มเติมก่อนการถอนเงินเป็นกลยุทธ์ทั่วไปของการหลอกลวง
- แอปพลิเคชันที่ไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ: ควรตรวจสอบความถูกต้องของแอปพลิเคชันและองค์กรที่ให้บริการ
- การใช้โปรไฟล์ของบุคคลที่มีชื่อเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต: ควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนเชื่อถือ
บทสรุปและข้อเสนอแนะ
เหตุการณ์การหลอกลวงครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการฉ้อโกงในยุคดิจิทัล แก๊งมิจฉาชีพได้พัฒนาเทคนิคการหลอกลวงให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีและจิตวิทยาการตลาดอย่างชาญฉลาด
สำหรับนักลงทุนทั่วไป ควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนการลงทุน ตรวจสอบความน่าเชื่อถือขององค์กรที่ให้บริการ และไม่หลงใหลในผลตอบแทนที่สูงผิดปกติ การลงทุนที่ดีควรมีความเสี่ยงที่สมเหตุสมผลและสามารถตรวจสอบได้
ทางด้านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงรูปแบบใหม่นี้ รวมทั้งการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับกลโกงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อลดจำนวนผู้เสียหายในอนาคต
คดีนี้ยังคงอยู่ระหว่างการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ และหวังว่าจะสามารถนำมิจฉาชีพมาลงโทษได้ตามกฎหมาย พร้อมทั้งเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหยื่อรายใหม่ต่อไป