ดร.นิเวศน์ เตือนไทยล้าหลังโลก เรียกร้องปฏิรูปด่วน 3 ด้านสำคัญ หวั่นจีดีพีหดตัว

นักลงทุนเน้นคุณค่าชื่อดังเขียนบทความยาวชี้ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและวิธีทำงานที่ดำเนินมา 72 ปี พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูป 3 ด้านหลัก เพื่อไม่ให้ตกขบวนโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

วิกฤตประชากรและเทคโนโลยีคุกคามไทย

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) ระดับกูรูของประเทศไทย ได้เขียนบทความเรื่อง “ประเทศไทยปฏิรูป-ฝันไป” ลงในเพจสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า โดยแสดงความกังวลต่อทิศทางการพัฒนาประเทศที่อาจจะไม่สามารถตามโลกให้ทันได้

ดร.นิเวศน์ระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปอย่างเร่งด่วน เนื่องจากโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปมากโดยเฉพาะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้ประเทศที่ “ตามไม่ทัน” และยังคงใช้ภูมิปัญญาแบบเดิม จะพ่ายแพ้แก่ประเทศที่ก้าวหน้ากว่า

“ผมมีความคิดมานานแล้วว่าประเทศไทยจำเป็นที่จะต้อง ‘ปฏิรูป’ คือเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีทำ ที่เคยทำมายาวนานอย่างน้อย 72 ปี ตั้งแต่ผมเกิด เพราะโลกและประเทศไทยเปลี่ยนไปมากเกินกว่าที่เราจะทำแบบเดิมแล้วยังประสบความสำเร็จในการพัฒนาอย่างที่เคยเป็นมา” ดร.นิเวศน์กล่าว

นักลงทุนคนนี้วิเคราะห์ว่า ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของไทยในอดีตอาศัยการลงทุนจากต่างประเทศ การตั้งโรงงาน และแรงงานจากชนบทที่เข้ามาทำงานในเมือง รวมถึงแรงงานต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน

หมดยุคแรงงานไทย GDP เสี่ยงติดลบ

ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว คนไทยที่ย้ายมาทำงานตามโรงงานหมดลง เนื่องจากไม่มีคนหนุ่มสาวในชนบท ประชากรไทยโดยรวมกำลังลดลงและจะลดลงเรื่อยๆ ส่วนคนที่ยังทำงานก็แก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ แรงงานเหล่านี้ยังคงทำงานแบบเดิม ใช้เทคโนโลยีแบบเดิม และมีประสิทธิภาพเท่าเดิม ส่งผลให้ขนาดของเศรษฐกิจหรือ GDP ไม่เติบโตหรือเติบโตน้อยมาก หากยังเป็นแบบนี้ต่อไป GDP อาจจะลดลงในอนาคต

ดร.นิเวศน์เสนอว่า การปฏิรูปที่จำเป็นต้องทำมี 2 แนวทางหลัก คือ 1) การเพิ่มจำนวนประชากรคนทำงาน และ 2) การเพิ่มประสิทธิภาพของคนทำงาน โดยข้อที่ 1 ดูยากกว่า เนื่องจากพฤติกรรมของคนไทยหรือแม้แต่คนที่พัฒนาแล้วทั่วโลก ต่างก็ไม่อยากมีลูกมากเหมือนเดิม

ปฏิรูปการศึกษา เน้น STEM ลด ศศ.

การเพิ่มประสิทธิภาพที่สำคัญที่สุดคือการปฏิรูปการศึกษา ดร.นิเวศน์เสนอให้ปิดโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยมาก และให้เด็กไปเรียนรวมกันในโรงเรียนขนาดใหญ่ เพื่อสร้าง Economies of Scale ทำให้ต้นทุนการสอนต่อเด็กแต่ละคนลดลงได้มาก

เงินที่ประหยัดได้จะถูกนำไปใช้ในการจ้างครูหรือเพิ่มและปรับปรุงอุปกรณ์การสอนให้ดีขึ้น

หลักสูตรใหม่ที่เน้น STEM และ AI

วิชาที่จะสอนแบบปฏิรูปจะต้องเปลี่ยนแปลงไป โดยต้องเน้น STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) ที่ต้องใช้ความคิดแบบเหตุผลมีตรรกะ และต้องลดวิชาเกี่ยวกับศิลปศาสตร์ที่เน้นให้เด็กท่องจำลง

นอกจากนั้น ต้องเพิ่มวิชาเกี่ยวกับ AI และการใช้ AI กับเด็กทุกคน รวมถึงเน้นภาษาอังกฤษ เพราะเป็นภาษาของ “โลก” และ “ดิจิทัล” คนที่ภาษาอังกฤษดีจะสามารถติดต่อกับคนทั่วโลกและเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ ได้ง่ายกว่า

ครูภาษาอังกฤษต้องเป็น Native Speaker

การเปลี่ยนแปลงที่จะสำเร็จต้องทำอย่างมีคุณภาพและได้ผลชัดเจน โดยครูภาษาอังกฤษควรจะเป็น Native Speaker หรือคนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันเราแทบจะไม่มี การจ้างครูจึงเป็นเรื่องใหญ่และอาจต้องใช้เงินมาก

อย่างไรก็ตาม ด้วยความสามารถของ AI ในปัจจุบัน เราอาจจะสามารถให้ AI สอนโดยมีครูคนเดิมเป็นผู้สนับสนุนได้

ต่อต้านความคิดเดิม เปิดรับแนวคิดใหม่

ดร.นิเวศน์คาดว่า รายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาจะทำให้คนในแวดวงการศึกษาบอกทันทีว่า “ทำไม่ได้” อาจเพราะ “ไม่มีเงิน” “ไม่มีครู” “ยุบโรงเรียนไม่ได้” “ลดวิชานั้นวิชานี้ไม่ได้” และอีกมากมาย

นั่นอาจเพราะพวกเขา “ชินกับความคิดแบบเดิม” ที่ทำมาแล้วอย่างน้อย 70-80 ปีขึ้นไปจนฝังอยู่ในสมองและมีแนวคิดว่าครูคือ “แม่พิมพ์” ที่ปั๊มเด็กออกมาให้เหมือนกับตนเอง

แต่ถ้าจะ “ปฏิรูป” ก็ต้อง “คิดใหม่” และต้องมีคนใหม่ๆ ที่อาจจะพูดในสิ่งที่ “ไร้สาระที่สุด” เช่น ไม่ต้องมีครูก็ได้ เพราะ “AI สอนได้ และดีกว่า”

ระบบราชการล้าสมัย ต้องดิจิทัลเต็มรูปแบบ

การปฏิรูปเรื่องที่สองที่จำเป็นมากคือระบบราชการและการปกครอง ประเด็นคือประสิทธิภาพของระบบการปกครองและการให้บริการแก่ประชาชนมีประสิทธิภาพต่ำกว่าประเทศอื่นที่ก้าวหน้ากว่า เพราะเราไม่ได้ใช้เทคโนโลยีโดยเฉพาะดิจิทัลเท่าที่ควร

กรมที่ดินยังไม่ใช้ GPS

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ หน่วยงานจำนวนไม่น้อยที่ให้บริการประชาชน เช่น กรมที่ดิน ยังไม่ได้ใช้ดิจิทัลทั้งๆ ที่เทคโนโลยีมีมานานแล้ว เช่น ระบบ GPS ที่บอกพิกัดได้ละเอียดมากพอระดับเซนติเมตร แต่เรายังใช้หมุดและคนรังวัดที่ดินจำนวนมหาศาล

ไม่ต้องพูดถึงการโอนและกรรมสิทธิ์การเป็นเจ้าของที่ยังอยู่ในรูปของกระดาษ ดร.นิเวศน์คิดว่าระบบทั้งหมดควรจะอยู่ในรูป “Online” เวลาจะซื้อหรือขายควรจะทำผ่านคอมพิวเตอร์แบบการซื้อ-ขายหลักทรัพย์

ยุบรวมจังหวัด-อำเภอ ลดค่าใช้จ่าย

แม้แต่หน่วยงานปกครองท้องถิ่น เช่น อำเภอและจังหวัด ก็ควรต้องปฏิรูป เพราะเหตุผลที่ต้องแบ่งเป็นเขตแดนจำนวนมากเพราะในสมัยก่อนไม่มีระบบ Logistics ที่ดี การเดินทางเข้า “ส่วนกลาง” ใช้เวลานานมาก อาจหลายวัน

แต่ทุกวันนี้ ข้อมูลข่าวสารต่างๆ เป็นออนไลน์หมดแล้ว การมีอยู่ของเขตการปกครองแบบท้องถิ่นในเรื่องต่างๆ แทบไม่มีความจำเป็น ดังนั้น อำเภอหรือจังหวัดในปัจจุบันมีจำนวนมากเกินไป สามารถยุบรวมกันได้ อย่างน้อยก็น่าจะ 2 จังหวัดเหลือ 1 จังหวัด เช่นเดียวกับอำเภอที่สามารถลดลงได้ในอัตราส่วนที่มากกว่าด้วยซ้ำ

ความมั่นคงเชื่อมโยงเศรษฐกิจ

การปฏิรูปอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือเรื่องความสัมพันธ์กับประเทศอื่นและเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความมั่นคง ซึ่งระยะหลังเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ

หากความมั่นคงไม่ดีมีศึกสงคราม เศรษฐกิจก็จะแย่ไปด้วย ไม่ใช่เฉพาะการค้าขาย แต่การลงทุนก็จะถูกกระทบ นักลงทุนต่างชาติไม่อยากลงทุนในประเทศที่กำลังทำสงครามอย่างแน่นอน

อาชญากรรมและความไม่สงบภายใน

เช่นเดียวกับสงครามคือเรื่องของความไม่สงบของสังคมภายในประเทศที่มักเกิดขึ้นจากอาชญากรรม การโกง และจากความไม่พอใจใน “กติกา” ทางสังคมและการเมือง ซึ่งก็คือเรื่องของรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ

ความไม่สงบทำให้คนไม่มั่นใจที่จะมาลงทุนทำธุรกิจหรือแม้จะแค่มาท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ทำเงินให้แก่ประเทศมหาศาลและเป็นตัวสำคัญในการผลักดัน GDP ให้เติบโตขึ้นได้ไม่น้อย

การปฏิรูปในเรื่องเหล่านี้คือทำให้ประเทศมีความสงบ มีความมั่นคง อาชญากรรมน้อย และผู้คนมีความพอใจกันทุกฝ่ายในด้านการเมือง ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ด้วยดี

ความมั่นคงมาจากหลายมิติ

ดร.นิเวศน์เน้นว่า ความมั่นคงและความสงบมาจากหลายมิติ ไม่ใช่เฉพาะการมีกำลังทางทหารหรือมีอาวุธที่เข้มแข็ง แต่มาจากความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการเติบโตที่จะทำให้เรามีพลังที่จะต่อสู้และป้องกันศัตรูได้ในระยะยาวด้วย

ยอมรับเป็นเพียง “ความฝัน”

ในตอนท้ายของบทความ ดร.นิเวศน์ยอมรับว่า สิ่งที่พูดมาทั้งหมดคล้ายกับการแถลงนโยบายของรัฐบาลหรือการเสนอนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองที่มักจะ “เกิดขึ้นยาก” หลายเรื่องเสนอหรือทำไปแล้วก็ไม่ได้รับความนิยม เรื่องที่ทำก็ไม่สำเร็จเพราะอาจถูกต่อต้านจนคนทำต้องล้มไปก่อน

“ผมจึงคิดว่าเรื่องนี้สำหรับประเทศไทยแล้ว มันคงเป็นแค่ ‘ความฝัน’ แต่ผมเองก็ยังฝันว่าวันหนึ่งมันอาจจะเป็นความจริงได้” ดร.นิเวศน์กล่าวปิดท้าย

บทความดังกล่าวสะท้อนความกังวลของนักลงทุนรุ่นเก๋าต่อทิศทางการพัฒนาประเทศไทยในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเป็นการเตือนใจให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายของประเทศได้พิจารณาถึงความจำเป็นในการปรับตัวเพื่อไม่ให้ตกขบวนการพัฒนาของโลก

การปฏิรูป 3 ด้านหลักที่ดร.นิเวศน์เสนอ ได้แก่ การศึกษา ระบบราชการ และความมั่นคง อาจจะเป็นแนวทางสำคัญที่ประเทศไทยต้องพิจารณาอย่างจริงจัง หากต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก