เมื่อเวลา 08.55 น. วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องความคืบหน้าในการรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย
“ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมเสียง และผมมั่นใจว่าเสียงที่มีอยู่นั้นจะมีจำนวนเพียงพอสำหรับการจัดตั้งรัฐบาล” นายประเสริฐกล่าวด้วยความมั่นใจ
เมื่อนักข่าวถามเรื่ององค์ประกอบของรัฐบาลใหม่ว่ายังคงเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดิมหรือไม่ นายประเสริฐตอบยืนยันว่า “ตามหลักการที่ได้แถลงร่วมกันเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ก็ยังเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดิมอยู่”
อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับคำถามเกี่ยวกับการไม่ปรากฏตัวของแกนนำพรรคกล้าธรรมในงานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม นายประเสริฐได้ชี้แจงว่า “ผมทราบว่าพรรคกล้าธรรมในวันนั้นติดประชุมพรรค แต่ทั้งนี้ก็เป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันแล้ว”
โต้ตัวเลขภูมิใจไทย 288 เสียง ชี้ประชาชน-กล้าธรรมยังไม่ตอบรับ
ประเด็นที่สร้างความสนใจไม่น้อยคือการที่พรรคภูมิใจไทยออกมาประกาศตัวเลขการรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ถึง 288 เสียงแล้ว ซึ่งนายประเสริฐได้ออกมาโต้แย้งอย่างชัดเจน
“อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าทางฝั่งภูมิใจไทยมีตัวเลขจำนวนดังกล่าว เพราะทางพรรคประชาชนก็ยังไม่ได้ตอบรับ แล้วทึกทักเอาเองว่าเอาไปรวมแล้ว จริงๆ พรรคประชาชนยังไม่ได้ตอบรับอย่างเป็นทางการ พรรคกล้าธรรมก็ยังไม่ได้ตอบรับ เพราะฉะนั้นตัวเลขนี้ยังสรุปไม่ได้” นายประเสริฐกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แสดงให้เห็นถึงความไม่เห็นด้วยกับการนับเสียงของฝั่งตรงข้าม
การแถลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ โดยเฉพาะการที่พรรคต่างๆ ยังคงอยู่ในช่วงของการเจรจาและไม่มีใครออกมายืนยันจุดยืนอย่างเป็นทางการ
นายประเสริฐยังได้เสริมว่า “มีพรรคร่วมรัฐบาลบางส่วนไปเปิดตัวร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยก็ตามภาพที่ปรากฏ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะตั้งรัฐบาลได้ และไม่ได้หมายความว่าจำนวนเสียงจะมีเพียงพอ”
เปิดใจเรื่องการเจรจากับประชาชน เผยดีเอ็นเอใกล้เคียงกับเพื่อไทย
ในส่วนของการเจรจากับพรรคประชาชน นายประเสริฐแสดงจุดยืนที่เปิดกว้างและพร้อมเจรจา “ผมคิดว่าพรรคเพื่อไทยเปิดกว้างและอยากเห็นประเทศเดินหน้าต่อไป ก็คงจะมีการพูดคุยกัน”
ประเด็นที่น่าสนใจคือเงื่อนไขของพรรคประชาชนที่ต้องการให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ซึ่งนายประเสริฐได้ตอบว่า “ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องคุยในรายละเอียด แต่ก็ไม่ได้ติดขัดอะไรมากมาย แต่ก็ขึ้นอยู่กับรายละเอียดที่จะคุยกันของทีมเจรจา”
ที่น่าสนใจยิ่งขึ้นคือการที่นายประเสริฐได้เผยให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการร่วมงานกับพรรคประชาชน โดยชี้ให้เห็นถึงความคล้ายคลึงกันของทั้งสองพรรค
“ถู้ดูดีเอ็นเอของพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยก็ไม่ห่างกันมาก มีลักษณะที่ใกล้เคียงกันอยู่ นโยบายหลายอย่างมีความสอดคล้องและคล้ายคลึงกันอยู่ในหลายเรื่อง” คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการหาจุดร่วมระหว่างทั้งสองพรรค
ชี้แจงเหตุการณ์อดีต ยืนยันปฏิบัติตามระบอบประชาธิปไตย
เมื่อนักข่าวนำเรื่องการแยกกันของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งที่แล้วมาถาม นายประเสริฐได้ให้คำชี้แจงที่แสดงให้เห็นถึงเหตุผลเชิงกลยุทธ์
“ตอนนั้นมันมีเหตุที่มีความจำเป็น เนื่องจากว่าเป็นการจัดตั้งรัฐบาลโดยในขณะนั้นพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคอันดับสอง ก็ต้องรวบรวมเสียงให้จัดตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ”
คำอธิบายนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในกลไกการเมืองและการยอมรับในความจำเป็นที่ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
โต้ข่าวลือ สส.เพื่อไทยแตกแยก ยืนยันความมั่นใจในทีม
ประเด็นที่สร้างความวิตกใจไม่น้อยคือการที่นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ได้ไปปรากฏตัวในงานแถลงข่าวของพรรคภูมิใจไทย พร้อมกับอ้างว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยอีก 10 กว่าคนที่พร้อมจะร่วมงาน
นายประเสริฐได้ออกมาโต้ข่าวลือนี้อย่างชัดเจน “อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่ามี 10 กว่าเสียงตามที่นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ไปนั่งแถลงแล้วบอกว่ามี 10 กว่าคน อย่าเพิ่งด่วนสรุปอย่างนั้น”
เมื่อถูกถามเรื่องความมั่นใจในตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐตอบสั้นๆ แต่เด็ดขาดว่า “มั่นใจครับ”
นายประเสริฐยังได้วิเคราะห์สถานการณ์เพิ่มเติมว่า “ถ้ามองตามภาพเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม จะเห็นว่ามีนายศักดิ์ดา แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยคนอื่นยังไม่มีใครประกาศออกมาเลยว่าจะไปร่วมกับนายศักดิ์ดา นายศักดิ์ดาก็คิดไปเองว่าอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวแล้วคิดว่าเขาจะไปอยู่ด้วย ผมคิดว่าการตัดสินใจของนักการเมืองไม่ง่ายอย่างที่นายศักดิ์ดาคิด”
ชัยเกษม นิติสิริ คงเป็นตัวเลือกนายกรัฐมนตรี
เมื่อถูกถามเรื่องการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี นายประเสริฐได้ให้คำตอบที่ชัดเจน “ก็อยู่ในบัญชีของพรรคเพื่อไทยและเหลืออยู่คนเดียว โดยที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาลได้มอบหมายให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เพราะฉะนั้นก็น่าจะเป็นไปตามนั้น”
อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามว่ามีโอกาสจะเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคอื่นหรือไม่ นายประเสริฐตอบด้วยความระมัดระวัง “เป็นการพูดคุยกันระหว่างพรรคร่วมที่สามารถรวบรวมเสียงได้”
เฉลยปริศนายุบสภา รอความชัดเจนในเรื่องอำนาจรักษาการนายกฯ
ประเด็นสุดท้ายที่น่าสนใจคือเมื่อนักข่าวถามว่าหากเกิดกรณีที่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ จะมีโอกาสเห็นรักษาการนายกรัฐมนตรียุบสภาหรือไม่
นายประเสริฐตอบด้วยความระมัดระวังทางกฎหมาย “ต้องดูกฎหมายว่ารักษาการนายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการยุบสภาหรือไม่ ต้องมีความชัดเจนในเรื่องนี้ด้วยถึงกล้าตัดสินใจ”
คำตอบนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรอบคอบและความเข้าใจในกรอบกฎหมายที่ต้องคำนึงถึงในการตัดสินใจทางการเมือง
บทสรุป: สถานการณ์การเมืองยังคลุมเครือ รอการเจรจาขั้นสุดท้าย
จากการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน แม้พรรคภูมิใจไทยจะออกมาอ้างตัวเลข 288 เสียง แต่ความจริงแล้วยังมีตัวแปรสำคัญหลายประการที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน
ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ท่าทีของพรรคประชาชนและพรรคกล้าธรรมที่ยังไม่ได้ตอบรับอย่างเป็นทางการ การที่ดีเอ็นเอของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนมีความใกล้เคียงกัน อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาที่จะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคง
ความมั่นใจของพรรคเพื่อไทย ในการรวบรวมเสียงยังคงแกร่ง แม้จะมีเหตุการณ์ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคนไปปรากฏตัวกับฝั่งตรงข้าม แต่นายประเสริฐยืนยันว่าเป็นเพียงกรณีเดี่ยวและไม่ได้สะท้อนถึงความคิดของสมาชิกคนอื่นๆ
การเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรียังคงเป็นแนวทางหลัก เนื่องจากเป็นผู้สมัครเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ในบัญชีของพรรคเพื่อไทย และได้รับการมอบหมายจากการประชุมพรรคร่วมรัฐบาลให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
ในช่วงต่อไปนี้ การเจรจาระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะการเจรจากับพรรคประชาชนที่อาจเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเมือง
สิ่งที่ชาวไทยต้องจับตามอง คือการเจรจาในรายละเอียดระหว่างพรรคต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องเงื่อนไขการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจเป็นตัวกำหนดว่าพรรคประชาชนจะตัดสินใจร่วมรัฐบาลหรือไม่ และหากการเจรจาไม่สำเร็จ ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อต่อไป
ทั้งนี้ การพัฒนาของสถานการณ์ในสัปดาห์หน้า จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถรวบรวมเสียงเพียงพอในการจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ และประเทศไทยจะได้รัฐบาลใหม่ที่มีความมั่นคงและสามารถขับเคลื่อนประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้หรือไม่
บทความนี้รวบรวมจากการให้สัมภาษณ์ของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยสะท้อนสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันที่ยังคงมีความไม่แน่นอนและต้องรอการเจรจาระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศ