นักท่องเที่ยวคูเวตแสดงความรับผิดชอบจ่าย 2 แสนบาท หลังถ่มน้ำลาย-รุมทำร้ายไลฟ์การ์ดหาดในหาน

วันที่ 27 สิงหาคม 2568 เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดประจำหาดในหานได้ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบการรักษาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว โดยออกมาตักเตือนกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้หยุดการเล่นน้ำในทะเล เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวมีการปักธงสีแดงบริเวณหาด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เตือนภัยที่บ่งบอกถึงสภาพทะเลที่มีอันตรายสูง สภาพทะเลในวันดังกล่าวมีลักษณะคลื่นลมแรง ทำให้ไม่เหมาะสมและไม่ปลอดภัยสำหรับการเล่นน้ำ นอกจากนี้ยังเข้าสู่ช่วงเวลาปิดหาดแล้ว ซึ่งเป็นมาตรการความปลอดภัยมาตรฐานที่หน่วยงานท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยว ระบบธงสีต่างๆ ที่ใช้ในการเตือนภัยบนหาดมีความสำคัญอย่างมาก โดยธงสีแดงหมายถึงอันตรายสูงสุด ห้ามนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำโดยเด็ดขาด เนื่องจากสภาพทะเลไม่เหมาะสมและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ปฏิกิริยารุนแรงจากนักท่องเที่ยว แทนที่กลุ่มนักท่องเที่ยวจะเข้าใจและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ด กลับแสดงปฏิกิริยาในทางตรงกันข้าม โดยแสดงอาการไม่พอใจอย่างรุนแรง เริ่มจากการโวยวายเสียงดังและแสดงท่าทีขัดขืน ก่อนที่จะลุกลามไปสู่การใช้ความรุนแรงทางร่างกาย พฤติกรรมที่น่าประหลาดใจและไม่สามารถยอมรับได้คือ การที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ได้ถ่มน้ำลายใส่เจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ด ซึ่งถือเป็นการดูหมิ่นและการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง ต่อมาเหตุการณ์ได้บานปลายไปสู่การรุมทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่คนดังกล่าว เจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเอง กลับต้องเผชิญกับการทำร้ายจากผู้ที่ตนพยายามจะช่วยปกป้อง แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะพยายามป้องกันตัวเองและหลีกเลี่ยงความรุนแรง แต่ก็ไม่สามารถหลบหนีจากการถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ การแพร่กระจายในโซเชียลมีเดีย เหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีใครรู้เห็น มีผู้คนหลายคนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้บันทึกเหตุการณ์ไว้ในรูปแบบวิดีโอและภาพถ่าย ซึ่งต่อมาได้ถูกนำไปเผยแพร่บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ อย่างรวดเร็ว การเผยแพร่คลิปวิดีโอเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความโกรธแค้นและความไม่พอใจในหมู่ประชาชนไทยเป็นอย่างมาก หลายคนแสดงความคิดเห็นประณามพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้อย่างรุนแรง และเรียกร้องให้มีการดำเนินการทางกฎหมายอย่างจริงจัง ความเร็วในการแพร่กระจายของข้อมูลในยุคดิจิทัลทำให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจระดับชาติภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง สร้างแรงกดดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้าไปจัดการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ปฏิกิริยาจากผู้นำท้องถิ่น นายเทมส์ ไกรทัศน์ นายกเทศมนตรีตำบลราไวย์ ในฐานะผู้นำท้องถิ่นที่มีความรับผิดชอบโดยตรงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนผ่านการโพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่า “นักท่องเที่ยวด้อยคุณภาพ ‘ถ่มน้ำลาย ใส่ -ทำร้าย’ lifeguardของเรา และเราต้องเจอกับเรื่องแบบนี้อยู่บ่อยๆต้องเอาเรื่องให้ถึงที่สุด” … Read more

เงินไหลล้นวัด! ‘บิ๊กเต่า’ แฉขบวนการทุจริตวัดพระบาทน้ำพุมูลค่าหลายพันล้าน จนกระทั่งต้องถ่ายเทไปซื้อทรัพย์สินให้นอมินีถือครอง

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้าพบนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรายงานความคืบหน้าของคดีที่สั่นสะเทือนวงการพระพุทธศาสนาไทย ภายหลังการประชุม พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยว่า ได้มารายงานสถานการณ์กรณีของนายอลงกต ซึ่งนายภูมิธรรม ได้ขอให้ดำเนินการอย่างระมัดระวัง อย่าให้กระทบกระเทือนต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนา และอย่าให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันพระสงฆ์ นายอลงกตยอมรับผิดและสอนใจผ่านคลิปวิดีโอ ที่น่าสนใจคือ นายอลงกตได้อัดคลิปวิดีโอเพื่อสารภาพต่อประชาชน โดยแบ่งปันความรู้สึกว่า “ตนเองทำไม่ถูกหลายเรื่อง ในส่วนที่ทำถูกก็เป็นบุญ ส่วนที่ทำผิดก็ต้องรับโทษ” สิ่งที่น่าประทับใจคือ นายอลงกตยอมรับการลาสิกขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และยังคงให้คำสอนแก่พระภิกษุสามเณรและประชาชน แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนา ทางฝ่ายสอบสวนกลางจะนำคลิปดังกล่าวมาเผยแพร่ให้สาธารณชนได้ชมต่อไป เพื่อให้เข้าใจถึงเจตนารมณ์และความรู้สึกของนายอลงกตในช่วงสุดท้ายของการเป็นพระภิกษุ เส้นทางการเงินที่สะสมมา 30 ปี เมื่อมีการสอบถามเกี่ยวกับเส้นทางการเงินที่ซับซ้อน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ได้ให้ข้อมูลที่น่าตกใจว่า “หลักฐานที่เราพบมีอายุถึง 30 ปี เราเพิ่งเริ่มเปิดปมปัญหานี้ขึ้นมา” การสอบสวนได้ดำเนินการค้นหาหลักฐานที่สำคัญทั้งหมด 17 จุด เพื่อรวบรวมเอกสารและสอบปากคำพยาน เพื่อติดตามเส้นทางการเงินและหาตัวผู้กระทำความผิด วัตถุประสงค์หลักของการสอบสวนครั้งนี้คือการนำทรัพย์สินทั้งหมดของวัดที่ไปตกอยู่ในมือของบุคคลอื่นกลับคืนมาเป็นของวัดให้ครบถ้วน ทำให้ต้องดำเนินคดีในข้อหาฟอกเงินควบคู่กันไปด้วย มูลค่าทรัพย์สินสูงถึงหลายพันล้านบาท ข้อมูลที่ทำให้สาธารณชนตกใจคือ มูลค่าของทรัพย์สินที่ถูกถ่ายเทออกจากวัดมีจำนวนสูงถึง “หลายพันล้านบาท” … Read more

“อลงกต” ยอมเผยปูมหลังชีวิตหมดเปลือก

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เมื่อเวลา 01:00 น. เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามเข้าจับกุมตัวพระอลงกตที่มูลนิธิใจฟ้า ภายในบริเวณวัดพระบาทน้ำพุ ขณะที่กำลังขึ้นรถตู้สีดำเพื่อออกไปทำกิจธุระภายนอก การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามหมายจับของศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ หลังจากการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหามาสอบสวนขยายผลที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยข้อหาที่ใช้ในการดำเนินคดี ได้แก่ ยักยอกเงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุ เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และฟอกเงิน การจับกุม “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ” ในเวลาเดียวกัน ตำรวจกองปราบปรามได้เข้าจับกุมนายเสกสันต์ ทรัพย์สืบสกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ” เจ้าของเพจดัง “งมงาย สไตล์หมอบี” หลังจากที่มีการร้องเรียนว่าเขาส่อไปในทางทุจริตเงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุเช่นกัน การตรวจค้นบ้านพักของหมอบีในย่านประชานิเวศน์ 1 เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร พบหลักฐานที่น่าตกใจ คือ เงินสดจำนวนมากกว่า 3 ล้านบาท ที่ถูกเก็บไว้ทั้งในซองและวางเอาไว้ภายในบ้าน ตามคำให้การของหมอบี เขาอ้างว่าเงินจำนวนนี้ได้มาจากผู้ที่เข้ามาขอคำปรึกษาปัญหาต่างๆ โดยส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับญาติพี่น้องหรือลูกหลานที่ล่วงลับไปแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างอลงกตกับหมอบี หมอบีได้เปิดเผยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับพระอลงกตว่า เป็นความศรัทธาที่มีมานานกว่า 10 ปี โดยส่วนตัวแล้วเขามองว่าหลวงพ่ออลงกตเป็นคนดี จึงได้จัดหาเงินบริจาคให้กับโครงการต่างๆ ของหลวงพ่อ และระบุว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เขาถวายให้กับหลวงพ่อได้หมดไปแล้วทั้งหมด สิ่งที่น่าสนใจคือ … Read more

หลวงพ่ออลงกตลาสิกขาแล้ว เปลี่ยนใส่ชุดขาวหลังถูกนำตัวสอบปากคำคดีฟอกเงิน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 26 สิงหาคม พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ท.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เดินทางมายังอาคารประชารักษ์ กองบังคับการปราบปราม เพื่อติดตามความคืบหน้าการสอบปากคำผู้ต้องหาในคดีสำคัญนี้ การสอบปากคำในครั้งนี้มีผู้ต้องหาสำคัญ 2 ราย ประกอบด้วย พระราชวิสุทธิประชานาถ (หลวงพ่ออลงกต) และนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หมอบี” ซึ่งทั้งคู่ถูกกล่าวหาในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและการยักยอกทรัพย์สิน ความไม่ให้ความร่วมมือในขั้นต้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ได้เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ในช่วงแรกของการสอบปากคำ หลวงพ่ออลงกตยังไม่ให้ความร่วมมือในบางประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการยินยอมสึกออกจากพระภิกษุสงฆ์ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนและกฎหมายที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด “หลวงพ่อยังไม่ให้ความร่วมมือในบางเรื่อง ยังไม่ยินยอมสึก ตำรวจจะดำเนินการไปตามกฎหมายในการสอบปากคำ ส่วนจะขยายผลยังไงบ้างต้องว่าไปตามกฎหมาย” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวต่อสื่อมวลชน ประเด็นการบวชและการใช้ชื่อผู้อื่น เมื่อสื่อมวลชนซักถามเกี่ยวกับประเด็นการที่หลวงพ่ออลงกตไปใช้ชื่อของบุคคลอื่นในการบวชเป็นพระ ซึ่งอาจส่งผลต่อความชอบธรรมของการบวช พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ตอบอย่างกระชับว่า “เรื่องนั้นเป็นเรื่องย่อย เอาเรื่องหลักก่อน” ก่อนที่จะขึ้นลิฟต์ไปยังห้องสอบปากคำเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในข้อกังขาที่สาธารณชนให้ความสนใจ เนื่องจากหากการบวชไม่ถูกต้องตามกฎหมาย อาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางกฎหมายของผู้เกี่ยวข้องในหลายมิติ จุดเปลี่ยนสำคัญ – การลาสิกขา เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อเวลา … Read more

ด่วน! หลวงพ่ออลงกตยอมสึกแล้ว เปลี่ยนใส่ชุดขาว หลังเจ้าหน้าที่เข้าเจรจา พร้อมเข้าสู่ขั้นตอนดำเนินคดี

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาย ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการสอบปากคำของหลวงพ่ออลงกตว่า ในช่วงแรกของการสอบสวนนั้น พระองค์ยังไม่ได้ให้ความร่วมมือบางประการกับเจ้าหน้าที่ และยังไม่ยินยอมที่จะขอลาสิกขาจากเพศบรรพชิต ความพยายามในการเจรจาของเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องด้วยความอดทนและความเข้าใจในสถานการณ์ที่ซับซ้อน โดยคำนึงถึงความเป็นพระสงฆ์และการรักษาศักดิ์ศรีของสถาบันการศึกษาพุทธศาสนา การตัดสินใจสำคัญของหลวงพ่ออลงกต หลังจากการเจรจาที่ยืดเยื้อและการชี้แจงถึงขั้นตอนทางกฎหมายที่จำเป็นต้องดำเนินการ หลวงพ่ออลงกตได้ตัดสินใจยอมขอลาสิกขาจากเพศบรรพชิตในที่สุด การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นจุดหักเหของคดีที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนทั่วประเทศ การที่พระองค์ตัดสินใจสึกนั้น แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในกระบวนการยุติธรรมและความพร้อมที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเป็นทางการ การเปลี่ยนแปลงสถานะ หลังจากที่หลวงพ่ออลงกตได้ขอลาสิกขาจากเพศบรรพชิตแล้ว พระองค์ได้เปลี่ยนจากการสวมใส่จีวรสีเหลืองมาเป็นการแต่งกายด้วยชุดขาวตามประเพณี การเปลี่ยนแปลงนี้มีความหมายสำคัญในแง่ของการเปลี่ยนสถานะจากพระสงฆ์สู่ฆราวาส ชุดขาวที่สวมใส่นั้นเป็นสัญลักษณ์ของการกลับสู่ชีวิตฆราวาส และเป็นการแสดงให้เห็นว่าพระองค์พร้อมที่จะเผชิญกับกระบวนการยุติธรรมในฐานะของประชาชนคนหนึ่ง ขั้นตอนการดำเนินคดีต่อไป เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เตรียมความพร้อมในการนำหลวงพ่ออลงกต ซึ่งปัจจุบันมีสถานะเป็นฆราวาสแล้ว เข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเป็นทางการ กระบวนการนี้จะดำเนินไปตามหลักนิติธรรมและความเป็นธรรม การดำเนินคดีจะต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด โดยผู้ต้องหาจะได้รับสิทธิในการป้องกันตนเองอย่างเต็มที่ตามหลักการของกระบวนการยุติธรรม ผลกระทบต่อสถาบันพระสงฆ์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสถาบันพระสงฆ์ไทย การที่พระสงฆ์รูปหนึ่งต้องลาสิกขาเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนั้น แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการรักษามาตรฐานและศีลธรรมขององค์กรทางศาสนา หลายฝ่ายมองว่า เหตุการณ์นี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปและการเสริมสร้างความโปร่งใสในการบริหารจัดการของสถาบันพระสงฆ์ให้มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ปฏิกิริยาจากสังคม สังคมไทยได้ติดตามความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด โดยมีความคิดเห็นที่หลากหลาย บางฝ่ายเห็นว่าการตัดสินใจสึกของหลวงพ่ออลงกตเป็นการกระทำที่ถูกต้องและแสดงถึงความรับผิดชอบ ขณะที่บางฝ่ายยังคงรอดูผลการดำเนินคดีต่อไป การที่คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวของประชาชนต่อการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลในสถานะใดก็ตาม บทสรุป การที่หลวงพ่ออลงกตตัดสินใจขอลาสิกขาจากเพศบรรพชิตและเปลี่ยนใส่ชุดขาว ถือเป็นจุดหักเหสำคัญในคดีที่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างมาก การเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินคดีตามกฎหมายนี้ จะเป็นการทดสอบความเป็นธรรมของระบบยุติธรรมไทย และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสถาบันทางศาสนาในการรักษาความน่าเชื่อถือและศักดิ์ศรี ขณะนี้สังคมไทยรอติดตามผลการดำเนินคดีต่อไป โดยหวังว่าความจริงจะเปิดเผยออกมา และความยุติธรรมจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง เหตุการณ์นี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบยุติธรรมและสถาบันทางศาสนาของประเทศไทยต่อไป

เปิดแฟ้มเหตุการณ์หนองจาน : ผู้ว่าฯบันทายมีชัยมอบรางวัลหญิงเขมรยั่วยุทหารไทย ขณะที่กัมพูชาจัดฉากเกณฑ์ประชาชนประจันหน้าชายแดน

จากรายงานของเพจ Army Military Force เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ระบุว่า กองทัพกัมพูชาได้ดำเนินการเกณฑ์ชาวบ้านเขมร โดยเฉพาะกลุ่มคนสูงอายุและเด็กเล็ก เข้ามายังพื้นที่ชายแดนที่เป็นจุดพิพาทกับไทยอย่างต่อเนื่อง การกระทำดังกล่าวสะท้อนถึงการใช้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นเกราะป้องกันและเครื่องมือทางการเมืองในการสร้างความดันต่อไทย ทหารกัมพูชาบางนายได้เข้าตรึงกำลังในพื้นที่และส่งเสริมให้ประชาชนเขมรเข้ามายังบริเวณที่มีการติดตั้งลวดหนามหีบเพลงของทางไทย ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันเพื่อรักษาเขตแดนตามกฎหมายระหว่างประเทศ การกระทำของกัมพูชาถือเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของการจัดการข้อพิพาทชายแดนและการใช้ประชาชนพลเรือนในการแก้ไขปัญหาทางการเมือง เหตุการณ์การยั่วยุและการมอบรางวัลที่น่าสงสัย เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 16.00 น. เมื่อหญิงชาวกัมพูชาคนหนึ่งพร้อมด้วยลูกสาวที่ยังเป็นเด็กเล็ก เข้ามาในพื้นที่และดำเนินการรื้อถอนลวดหนามหีบเพลงที่ทางไทยติดตั้งไว้ พร้อมทั้งมีพฤติกรรมยั่วยุและกดดันเจ้าหนาที่ทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่เฝ้าระวังชายแดน สิ่งที่น่าตกใจและสะท้อนถึงธรรมชาติของเหตุการณ์ครั้งนี้ คือ การที่นายอุม เรียตรีย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบันทายมีชัย ได้มอบเงินรางวัลจำนวน 6,200 เรียล (ประมาณ 50 บาทไทย) ให้แก่หญิงชาวกัมพูชาดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เวลา 11.31 น. การมอบรางวัลนี้เกิดขึ้นหลังจากที่หญิงคนดังกล่าวได้ “ทำผลงาน” ตามที่กัมพูชาคาดหวัง การมอบรางวัลในลักษณะดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงการวางแผนและการส่งเสริมให้ประชาชนกัมพูชาดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของไทย ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติที่ขัดต่อหลักการทางกฎหมายระหว่างประเทศและจริยธรรมในการจัดการข้อพิพาทชายแดน การใช้หญิงและเด็กในการดำเนินกิจกรรมดังกล่าวยิ่งทำให้เห็นถึงความผิดปกติและการขาดจริยธรรมของกลยุทธ์นี้ การจัดฉากข้อมูลเท็จต่อผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศ ในวันเดียวกัน เวลา 12.28 … Read more

รัฐเปิดรับสมัคร “แคร์กีฟเวอร์” 18,587 ตำแหน่ง ค่าจ้าง 5,000-6,000 บาทต่อเดือน ดูแลผู้ป่วยติดเตียงทั่วประเทศ

“สมศักดิ์ เทพสุทิน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า โครงการ “30 บาทรักษาทุกที่กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก” นี้จะสร้างการจ้างงานแคร์กีฟเวอร์ในชุมชนเพื่อดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงได้อย่างครอบคลุม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยติดบ้าน-ติดเตียง ผู้สูงอายุติดบ้าน-ติดเตียง คนพิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผู้ป่วยโรคทางสมอง และผู้ป่วยระยะท้าย ที่ยังขาดการดูแลอย่างเพียงพอในชุมชน โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ แต่ยังเป็นการเติมเต็มระบบสุขภาพชุมชนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยแคร์กีฟเวอร์ที่เข้าร่วมจะได้รับการฝึกอบรมตามมาตรฐาน และจะทำงานเป็นระยะเวลา 1 ปี หรือตลอดทั้งปี 2569 โครงสร้างค่าจ้างและสวัสดิการ ระดับค่าจ้างตามคุณวุฒิ แคร์กีฟเวอร์ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับค่าจ้างตามระดับการอบรมที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ แคร์กีฟเวอร์ระดับพื้นฐาน ผู้ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรผู้ช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงของหน่วยงานรัฐ 70 ชั่วโมง จะได้รับค่าจ้าง 5,000 บาทต่อเดือน หรือปีละไม่เกิน 60,000 บาท แคร์กีฟเวอร์ระดับสูง ผู้ที่ผ่านการอบรมหลักสูตร 70 ชั่วโมงขึ้นไป หรือหลักสูตรที่กรมอนามัยรับรong จะได้รับค่าจ้าง 6,000 บาทต่อเดือน หรือปีละไม่เกิน 72,000 บาท ค่าจ้างจะจ่ายผ่านบัญชีธนาคารเป็นรายเดือนตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาจ้าง ซึ่งจะครอบคลุมระยะเวลา 1 ปีเต็ม … Read more

ทนายความ “หมอบี” ยืนยันเชื่อมั่นหลักฐาน ระบุอุปสรรคจะพิสูจน์ความเป็นเพชรแท้ เตรียมหลักทรัพย์ 6 หลักประกันตัว

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายกสานติ์ ปัญญาชัยรักษา ทนายความของนายเสกสันต์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ “หมอบี” ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนก่อนเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อทำการเยี่ยมลูกความ โดยแสดงความเชื่อมั่นอย่างชัดเจนต่อกระบวนการทางกฎหมาย นายกสานติ์ระบุว่า เชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมายในคดีนี้ ทุกอย่างที่เจ้าหน้าที่ทำได้กระทำด้วยความเป็นธรรม และตนได้สัมผัสได้ว่ามีการให้สิทธิแก่ผู้ต้องหาอย่างเต็มที่ตามที่ควรจะได้รับตามหลักกฎหมาย ทนายความยังกล่าวเพิ่มเติมว่า หมอบีได้เข้าใจมาตลอดว่าสักวันหนึ่งอาจจะต้องเผชิญกับกระบวนการทางกฎหมายแบบนี้ จึงได้มีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า รวมถึงการเตรียมข้อมูล เอกสาร และคำตอบที่จำเป็นสำหรับการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ การให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ ในเรื่องของการให้ความร่วมมือกับทางการ นายกสานติ์ย้ำว่า ฝ่ายของหมอบีได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการสืบสวนจนถึงขั้นตอนปัจจุบัน ไม่ว่าเจ้าหน้าที่จะต้องการเอกสารหรือข้อมูลใด ฝ่ายของหมอบีก็ได้ส่งมอบให้อย่างครบถ้วนตามที่ร้องขอ “เรื่องหลักฐานได้ให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ ไม่ว่าตำรวจต้องการอะไรเราได้ให้มาตั้งแต่ขั้นตอนของการสืบสวนจนมาถึงขั้นนี้ วันนี้เป็นการชี้แจงเพิ่มเติมตามขั้นตอน” นายกสานติ์กล่าว การดำเนินการในวันดังกล่าวยังรวมถึงการนำหลักฐานทางทรัพย์สินมายื่นต่อเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นการพิสูจน์ถึงที่มาของทรัพย์สินว่าได้มาจากแหล่งใด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความโปร่งใสและความสุจริตในกระบวนการทางกฎหมาย ความสัมพันธ์กับหลวงพ่ออลงกต และการทำงานเพื่อสังคม ทนายความได้ชี้แจงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างหมอบีกับหลวงพ่ออลงกต โดยระบุว่าเป็นความสัมพันธ์แบบศิษย์กับอาจารย์ หมอบีได้เข้ามาทำงานกับหลวงพ่อด้วยจิตศรัทธา และหลวงพ่อได้ชักชวนให้หมอบีมาเป็นสะพานบุญ ซึ่งการทำงานในลักษณะนี้ได้ปรากฏในสื่อสังคมอยู่แล้วและเป็นที่รู้กันทั่วไป การอธิบายนี้เป็นการให้ความกระจ่างเกี่ยวกับพื้นฐานของความสัมพันธ์และการทำงานร่วมกันระหว่างสองบุคคล ซึ่งอาจเป็นจุดสำคัญในการพิจารณาคดี รวมถึงการแสดงให้เห็นว่าการกระทำต่างๆ ของหมอบีมีพื้นฐานมาจากความศรัทธาและความตั้งใจดีในการทำประโยชน์เพื่อสังคม มุมมองต่ออุปสรรคและการทดสอบ ในแง่ของมุมมองต่อสถานการณ์ปัจจุบัน นายกสานติ์ได้แสดงมุมมองที่น่าสนใจ โดยมองว่าหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นเหมือนบททดสอบว่าหมอบีเป็นเพชรแท้หรือไม่ เป็นการพิสูจน์ต่อความดีและสิ่งที่ตัวเองได้กระทำมาตลอด มุมมองนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตัวลูกความและความเชื่อว่าความจริงจะปรากฏออกมาในที่สุด การมองอุปสรรคเป็นโอกาสในการพิสูจน์ตนเองเป็นแนวคิดที่แสดงถึงความแข็งแกร่งทางใจและความมั่นใจในความถูกต้องของการกระทำ … Read more

สะพรึง! เด็กหญิงจีนวัย 15 ปี กินผมตัวเองสะสม 6 ปี แพทย์ผ่าท้องเจอ “ผมก้อนยักษ์” หนัก 2 กิโลกรัม

อาการผิดปกติที่น่ากังวล พ่อแม่ตัดสินใจพาลูกสาวไปหาหมอ เหมยเหมย เด็กหญิงที่กำลังจะเข้าสู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีรูปร่างผอมแห้งน่าเป็นห่วง ด้วยส่วนสูง 160 เซนติเมตร แต่น้ำหนักเพียง 35 กิโลกรัม ทำให้ดูผอมผิดปกติจนตัวแทบปลิว สภาพร่างกายของเธอทำให้ผู้เป็นแม่เริ่มรู้สึกกังวล โดยเฉพาะอาการต่างๆ ที่ปรากฏชัดเจน อาการที่น่าเป็นห่วงของเหมยเหมยรวมถึง การที่ประจำเดือนหายไปนาน 6 เดือน ปวดท้องเรื้อรัง เบื่ออาหาร กินอะไรไม่ค่อยลง และมีอาการอ่อนเพลียตลอดเวลา อาการเหล่านี้ทำให้ผู้เป็นแม่ตกใจและตัดสินใจพาลูกสาวไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล การตรวจพบความผิดปกติครั้งแรก – โลหิตจางรุนแรงและก้อนแปลกปลอมในท้อง เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสุขภาพ แพทย์พบว่าเหมยเหมยป่วยเป็นโรคโลหิตจางขั้นรุนแรง ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการอ่อนเพลียและหน้าซีดที่ปรากฏอยู่ นอกจากนี้ ผลการตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องยังพบความผิดปกติที่น่าสงสัย การตรวจภาพด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์แสดงให้เห็นมวลก้อนแปลกปลอมขนาดใหญ่ในกระเพาะอาหารของเหมยเหมย ในเบื้องต้นแพทย์สันนิษฐานว่าอาจเป็นก้อนนิ่วหรือมวลก้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในระบบทางเดินอาหาร แต่ขนาดและลักษณะของมวลก้อนดังกล่าวทำให้แพทย์รู้สึกสงสัยในการวินิจฉัยเบื้องต้น เปิดเผยความจริงที่น่าตกใจ – แม่เล่าประวัติการกินผมของลูกสาว ช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่างเกิดขึ้นหลังจากที่แพทย์ได้ฟังคำวินิจฉัยเบื้องต้น ผู้เป็นแม่ของเหมยเหมยได้เอ่ยคำถามที่ทำให้ทุกคนในห้องผ่าตัดต้องตกใจ “ไม่ใช่เส้นผมใช่ไหมคะ?” คำถามเดียวนี้ได้เปิดเผยความจริงที่ซ่อนอยู่มานาน ผู้เป็นแม่เริ่มเล่าเหตุการณ์ในอดีตที่เธอเคยสังเกตเห็น โดยระบุว่าเธอเคยพบเห็นลูกสาวกินผมของตัวเองเมื่ออายุประมาณ 9 ขวบ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ดูแปลกและน่าเป็นห่วง แต่ในขณะนั้นคิดว่าเป็นเพียงพฤติกรรมเล่นของเด็กที่จะหายไปเองตามเวลา ข้อมูลนี้ทำให้แพทย์เริ่มเข้าใจภาพรวมของปัญหาที่แท้จริง และตัดสินใจเปลี่ยนแผนการรักษาจากการสันนิษฐานเบื้องต้นที่คิดว่าเป็นก้อนนิ่ว มาเป็นการตรวจสอบหาก้อนผมในระบบทางเดินอาหาร การส่องกล้องเผยความจริงที่น่าตกใจ ด้วยข้อมูลใหม่ที่ได้รับจากผู้เป็นแม่ … Read more

จอนนี่มือปราบ พร้อมภรรยา ดอดให้ปากคำตำรวจ ปปป. แจงที่ไป-ที่มา “เงินทุนทำธุรกิจรีสอร์ต”

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ด.ต.ยุทธพล ศรีสมพงษ์ ผู้บังคับหมู่ กองกำกับการสำนักงานสืบสวนสอบสวนกลาง บก.ภายใน จังหวัดอุบลราชธานี หรือที่รู้จักในนาม “จอนนี่ มือปราบ” พร้อมด้วยภรรยา น.ส.จิราพร สีบุระ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปปป. ตามนัดหมายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า การให้ปากคำในครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อชี้แจงข้อสงสัยเพิ่มเติมจากกรณีที่ทั้งคู่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่นในการจัดทำเอกสารรับรองเท็จ เพื่อการสร้างรีสอร์ตบนที่ดินป่าไม้นิคมสร้างตนเองลำโดมน้อย เนื้อหาการสอบปากคำครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้เน้นไปที่การสอบถามเกี่ยวกับที่มาและที่ไปของเงินทุนที่ด.ต.ยุทธพลและภรรยาใช้ในการลงทุนสร้างและประกอบธุรกิจรีสอร์ทแห่งนี้ โดยต้องการให้มีการอธิบายแหล่งที่มาของเงินทุนอย่างชัดเจน รวมถึงกระบวนการตัดสินใจลงทุนและการวางแผนทางการเงิน หลังจากเสร็จสิ้นการให้ปากคำ เจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปปป. จะนำตัวทั้ง ด.ต.ยุทธพล และ น.ส.จิราพร พร้อมด้วยสำนวนคดีและพยานหลักฐานต่างๆ ส่งต่อไปยัง ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ในทันที เพื่อดำเนินการพิจารณาตามขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมายต่อไป คดีใหม่เพิ่มข้อหา ลักลอบเปิดธุรกิจไม่มีใบอนุญาต ความซับซ้อนของคดีนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การบุกรุกพื้นที่ป่าเท่านั้น เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 เจ้าหน้าที่ได้ค้นพบความผิดเพิ่มเติมที่สำคัญอีกข้อหาหนึ่ง คือ การลักลอบประกอบกิจการโรงแรมและที่พักโดยไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมาย การตรวจสอบล่าสุด เจ้าหน้าที่ที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ รีสอร์ทล่องแพและบ้านพักพูลวิลล่าของ ด.ต.ยุทธพล พบว่า … Read more