บิ๊กเต่าเปิดโปงเครือข่ายฉาวคดีอลงกต เผย “อดีต ผอ.พศ.-ตลกดัง” ถือครองทรัพย์สินแทน มูลค่ารวม 140 ล้านบาท

คดีอื้อฉาวของ “อดีตพระอลงกตการละคร” ยังคงมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมาเปิดเผยรายละเอียดสำคัญที่ทำให้คดีนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น เมื่อพบว่ามีบุคคลสำคัญหลายคนที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินและการถือครองทรัพย์สินของอดีตพระชื่อดังรูปนี้ เครือข่ายขยายวงกว้าง พบอดีตผอ.พศ.และตลกดังเข้าข่าย จากการสืบสวนที่ผ่านมา พบว่าคดีนี้ไม่ได้มีเพียงตัวละครหลักเท่านั้น แต่มีเครือข่ายที่ขยายออกไปในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้นพบว่ามีบุคคลที่มีชื่อเสียงและตำแหน่งสำคัญเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึง อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และ ตลกชื่อดัง ที่ได้เข้าไปถือครองโฉนดที่ดินแทนอดีตพระอลงกต การเปิดเผยครั้งนี้ทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับขนาดและความซับซ้อนของเครือข่าย ที่ไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับการใช้เงินวัดผิดประเภท แต่ยังรวมถึงการหาผลประโยชน์จากช่องทางต่างๆ ที่มีมูลค่าเงินจำนวนมหาศาล พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า บุคคลทั้งสองมีพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกัน คือ การเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เงินวัดเท่านั้น รายละเอียดทรัพย์สินมูลค่า 140 ล้านบาท หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ตำรวจกำลังตรวจสอบอย่างใกล้ชิด คือ การที่มีบุคคลใกล้ชิดที่มีอักษรย่อ “นางสาว ว.” ได้ถือครองโฉนดที่ดินที่มีมูลค่ารวมกันถึง 140 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ไม่ใช่จำนวนเล็กน้อย และทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเงินทุนเหล่านี้มาจากไหน การตรวจสอบขยายผลเส้นทางการเงินและทรัพย์สินในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการดูเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่เป็นการขุดลึกไปถึงรากเหง้าของปัญหา เพื่อให้เห็นภาพรวมของการเคลื่อนไหวทางการเงินที่เกิดขึ้น และเพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถดำเนินคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ได้ยืนยันว่า ตำรวจอยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกคน โดยไม่เว้นแม้แต่คนเดียว เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครหลุดพ้นจากความรับผิดชอบที่พึงมี และเพื่อให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย มุมมองของอดีตพระอลงกต ต่อการถูกโกงเงิน สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งในคดีนี้ … Read more

เดือดแน่! “พุทธ Phutta Talk” เตรียมเปิดประเด็นดัง ผู้หยั่งรู้อนาคตรายต่อไปที่เตรียมตามรอยหมอบี ได้ยินชื่อแล้วจะตกใจ

โลกโซเชียลมีเดียไทยเกิดความปั่นป่วนอีกครั้งหลังจาก พุทธ อภิวรรณ องค์พระบารมี ผู้ประกาศข่าวชื่อดังและปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการฝ่ายข่าวช่อง 8 ได้ออกมาส่ายพิษในรายการใหม่บนช่องยูทูป “Phutta Talk” โดยเผยว่า หลังจากเรื่องของ “หมอบี” จบไปแล้ว อีกไม่เกินหนึ่งถึงสองเดือน จะมี “หมอผีรายต่อไป” ที่ใกล้เข้ามาอีกคน เปิดประเด็นระเบิด “หมอผีรายต่อไป” ในรายการ “Phutta Talk” ตอนล่าสุด พุทธ อภิวรรณได้เกริ่นประเด็นที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคมไทย โดยเผยว่า: “นอกจากบริวารบี และบริวารสมีจอร์จจบไปแล้ว เรื่องก็ยังไม่ได้จบ เข้าใจว่าอีกไม่เกิน 1-2 เดือน หมอผีรายต่อไป ใกล้เข้ามาอีกคนแล้ว ต่อไปจะถึงคิวผู้ที่รู้อนาคตอีกคนนึง ยังไม่ได้บอกว่าเขาผิดนะ เขายังไม่ผิด แต่คุณเตรียมเลย คุณน่าจะเป็นรายต่อไป” รายละเอียดที่น่าตกใจ พุทธ อภิวรรณได้เผยเพิ่มเติมว่า “จะคล้ายๆ บีอีกหรือไม่ เปิดชื่อออกมาทุกคนจะตกใจ มีดาราหลายคนนิยมขึ้นมาก ไม่บอกผู้ชายหรือผู้หญิง ไม่ต้องมาถาม แต่น่าสนใจมาก” คำเตือนสำคัญถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง พุทธ อภิวรรณได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า “รอให้สะเด็ดการเมืองก่อน เดี๋ยวพุทธจะจัดการเล่นเรื่องนี้ แล้วทุกคนจะตกใจ … Read more

ยืนยันเสียชีวิต! “พล.ท.สรัย ดึก” รองผู้บัญชาการทหารบกกัมพูชา หลังถูกโจมตีด้วย F-16 ขณะตรวจแนวรบชายแดน เมื่อ 28 ก.ค.68

บรรยากาศความตึงเครียดบนแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงดำเนินต่อไป หลังได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวทางการทหารว่า พลตรี สรัย ดึก รองผู้บัญชาการทหารบกกัมพูชา และผู้บัญชาการกองพลสนับสนุนที่ 3 ได้เสียชีวิตแล้วจากการโจมตีทางอากาศของกองทัพอากาศไทย ในขณะที่รัฐบาลกัมพูชาพยายามปิดปิดข่าวดังกล่าว เนื่องจากความกังวลเรื่องขวัญกำลังใจของทหาร รายละเอียดเหตุการณ์และการยืนยันจากแหล่งข่าว เหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ขณะที่พลตรี สรัย ดึก กำลังปฏิบัติหน้าที่ตรวจเยี่ยมแนวรบในพื้นที่ชายแดน การโจมตีด้วยเครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศไทยได้สร้างความเสียหายร้ายแรงและนำไปสู่การเสียชีวิตของนายทหารระดับสูงคนสำคัญของกองทัพกัมพูชา แหล่งข่าวในกองทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผยข้อมูลที่สำคัญว่า การเสียชีวิตของพลตรี สรัย ดึก เกิดขึ้นจริง แม้ว่ากระทรวงกลาโหมกัมพูชาจะออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวในทันทีหลังจากที่ข่าวเริ่มแพร่กระจาย อย่างไรก็ตาม การไม่ปรากฏตัวของนายทหารผู้นี้เป็นระยะเวลานานกว่า 1 เดือน ได้สร้างข้อสงสัยและทำให้แหล่งข่าวต่างๆ เริ่มยืนยันเรื่องการเสียชีวิตดังกล่าว น.ส.วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหารที่มีชื่อเสียง ได้โพสต์ข้อความผ่านบัญชี Facebook ส่วนตัวโดยตั้งคำถามว่า “พลตรี สรัย ดึ๊ก แม่ทัพใหญ่แห่งพระวิหาร-ข่องบก สังเวย ไข่ F16 เสียชีวิตแล้ว จริงหรือไม่??” และระบุว่าข่าวจากหน่วยข่าวในทหารบกไทยยืนยันการเสียชีวิต แต่ข่าวจากฝั่งกัมพูชายังคงยืนยันว่ายังไม่ตาย ปฏิกิริยาของรัฐบาลกัมพูชาและการปิดกั้นข่าว … Read more

ค่า SpO2 ปกติอยู่ในระดับใด? สัญญาณชีพสำคัญที่ทุกคนควรรู้

การวัดค่า SpO2 หรือระดับออกซิเจนในเลือดถือเป็นสัญญาณชีพที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินสุขภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่โรคระบบทางเดินหายใจมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น การเข้าใจถึงค่า SpO2 ที่ปกติและการตีความผลการวัดจึงกลายเป็นความรู้พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัว การวัดค่า SpO2 ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นในหมู่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะหลังจากการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้เครื่องวัดออกซิเจนแบบพกพากลายเป็นอุปกรณ์ที่หลายครอบครวมีไว้ใช้ในบ้าน อย่างไรก็ตาม การเข้าใจค่าที่วัดได้และการตีความอย่างถูกต้องยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม SpO2 คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร SpO2 ย่อมาจากคำว่า Peripheral Oxygen Saturation หมายถึงระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดที่วัดได้จากปลายนิ้วหรือส่วนปลายของร่างกาย โดยแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ของฮีโมโกลบินที่พกพาออกซิเจนเมื่อเทียบกับฮีโมโกลบินทั้งหมดในเลือด ฮีโมโกลบินเป็นโปรตีนที่พบในเซลล์เม็ดเลือดแดง มีหน้าที่สำคัญในการพกพาออกซิเจนจากปอดไปยังอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย การที่ฮีโมโกลบินสามารถจับกับออกซิเจนได้อย่างเต็มที่จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย การวัดค่า SpO2 ทำได้โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Pulse Oximeter ซึ่งเป็นวิธีการวัดแบบไม่รุกราน ไม่ต้องแทงหรือเจาะเลือด เครื่องมือนี้ทำงานโดยส่องแสงผ่านปลายนิ้วหรือส่วนอื่นๆ ของร่างกาย แล้วตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงของแสงที่ผ่านไปได้ เนื่องจากเลือดที่มีออกซิเจนและเลือดที่ขาดออกซิเจนจะมีสีที่แตกต่างกัน ค่า SpO2 ปกติอยู่ในระดับใด ค่า SpO2 ปกติในคนทั่วไปจะอยู่ในช่วง 95-100% หากผลการวัดแสดงค่า 97% หมายความว่าเซลล์เม็ดเลือดแดงแต่ละเซลล์มีฮีโมโกลบินที่ผูกกับออกซิเจน 97% และฮีโมโกลบินที่ไม่ได้ผูกกับออกซิเจน 3% การมีออกซิเจนในเลือดในระดับที่เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากออกซิเจนเป็นสิ่งที่ให้พลังงานแก่กล้ามเนื้อและอวัยวะต่างๆ … Read more

ปรากฏการณ์ “บริษัทแกล้งทำงาน” ในจีนบูมระเบิด นักวิเคราะห์ชี้เป็นทางออกใหม่ของตลาดแรงงานยุคดิจิทัล

ปรากฏการณ์ “บริษัทแกล้งทำงาน” หรือ “假装上班” ที่กำลังเป็นกระแสไวรัลในโลกออนไลน์จีนได้สร้างความสนใจอย่างกว้างขวางในหมู่คนทำงานรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มฟรีแลนซ์และผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ที่กำลังมองหาพื้นที่ทำงานที่ยืดหยุ่นและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานในยุคดิจิทัล แนวคิดใหม่ที่ตอบโจทย์สังคมเมือง การเกิดขึ้นของ “บริษัทแกล้งทำงาน” ในเมืองใหญ่ของจีนอย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ซีอาน และฮาร์บิน สะท้อนถึงความต้องการของคนเมืองที่ต้องการพื้นที่ทำงานที่เหมาะสม โดยผู้ที่สนใจสามารถจ่ายเงินรายวัน 30-50 หยวน (ประมาณ 150-250 บาท) เพื่อเข้าไปใช้พื้นที่สำนักงานที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ดร.วิชิต  นักวิเคราะห์เศรษฐกิจดิจิทัลจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติ อธิบายว่า “การเกิดขึ้นของรูปแบบธุรกิจนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้น พื้นที่ทำงานแบบดั้งเดิมไม่สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มฟรีแลนซ์และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้อย่างครบถ้วน” ปัญหาการขาดแคลนพื้นที่ทำงานคุณภาพ ในประเทศที่มีประชากรหนาแน่นอย่างจีน ปัญหาการหาพื้นที่ทำงานที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่หลายคนประสบ ห้องสมุดสาธารณะมักแน่นขนัด ร้านกาแฟก็มีเสียงรบกวน และการทำงานที่บ้านก็มีสิ่งรบกวนมากมาย “บริษัทแกล้งทำงาน” จึงกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ระบบ WiFi ความเร็วสูง เครื่องดื่มชาและกาแฟไม่อั้น บรรยากาศสำนักงานเสมือนจริง อาหารกล่องสำหรับมื้อกลางวัน บริการถ่ายรูปเช็คอินที่ทำงาน ห้องน้ำสะอาดและเครื่องปรับอากาศ กลยุทธ์การตลาดที่ชาญฉลาด หลังจากเทศกาลตรุษจีนปี 2025 “บริษัทแกล้งมาทำงาน จำกัด (ปักกิ่ง)” ในเขตฝางซาน ได้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการ โดยใช้กลยุทธ์การตลาดที่น่าสนใจผ่านการสร้างชื่อที่ดึงดูดความสนใจและสร้างความแตกต่าง … Read more

เส้นแบ่งที่พร่าเลือน : ผู้เชี่ยวชาญชี้ความซับซ้อนในการระบุ ‘การบูลลี่’ ในยุคดิจิทัล

การกลั่นแกล้งในสถานศึกษาได้กลายเป็นปัญหาที่ท้าทายสำหรับระบบการศึกษาทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคที่การสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเด็กและเยาวชน การกำหนดว่าพฤติกรรมใดเป็น “การบูลลี่” นั้นยังคงเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนและก่อให้เกิดความไม่เข้าใจระหว่างผู้ปกครอง นักเรียน และสถานศึกษา งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยในนอร์เวย์เผยให้เห็นช่องว่างที่น่าวิตกในการรับรู้เกี่ยวกับการบูลลี่ โดยพบว่า 2 ใน 3 ครั้งที่ผู้ปกครองเชื่อว่าบุตรหลานของตนถูกกลั่นแกล้ง สถานศึกษากลับมองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่การบูลลี่ ในทางกลับกัน ผู้ปกครองของนักเรียนที่ถูกร้องเรียนก็มักไม่เห็นด้วยกับข้อกล่าวหาที่ว่าบุตรหลานของตนเป็นผู้กระทำการบูลลี่ วิวัฒนาการของคำว่า ‘บูลลี่’ ในบริบทสังคมไทย ดร.สุชาดา   นักจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่นจากสถาบันพัฒนาการเด็ก อธิบายว่า “คำว่า ‘บูลลี่’ ในสังคมไทยมักถูกใช้ในบริบทที่กว้างและคลุมเครือ บางครั้งใช้แทนคำว่า ‘ด่าทอ’ หรือ ‘เหยียด’ ซึ่งแตกต่างจากความหมายดั้งเดิมในวัฒนธรรมตะวันตกที่มีนิยามเฉพาะเจาะจงมากกว่า” เดิมทีคำว่า “บูลลี่” หมายถึงการกลั่นแกล้งซ้ำๆ ที่มีลักษณะเป็นการใช้ความรุนแรงทางกายภาพ แต่ในยุคดิจิทัล ความหมายนี้ได้ขยายขอบเขตไปสู่การกลั่นแกล้งผ่านคำพูด ข้อความ หรือแม้กระทั่งการกระทำในโลกออนไลน์ จนเกิดคำใหม่อย่าง “ไซเบอร์บูลลี่” ที่หมายถึงการกลั่นแกล้งซ้ำๆ ในโลกออนไลน์ ผศ.ดร.รัชนี ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า “การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้ความหมายของการบูลลี่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันเน้นไปที่การใช้คำพูดหรือข้อความเป็นหลัก โดยไม่จำเป็นต้องมีการกระทำทางกายภาพ แต่ผลกระทบต่อจิตใจของผู้ถูกกระทำอาจรุนแรงไม่แพ้กัน” นิยามสากลของการบูลลี่ที่สถานศึกษาทั่วโลกยอมรับ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และองค์การยูนิเซฟได้กำหนดนิยามของการบูลลี่ไว้อย่างชัดเจน โดยการกระทำหนึ่งๆ จะถือเป็นการบูลลี่ต่อเมื่อมีองค์ประกอบครบทั้ง 4 … Read more

“Lighthouse Parenting” เทรนด์การเลี้ยงลูกใหม่ที่พ่อแม่ไทยควรรู้ – เมื่อพ่อแม่ทำตัวเป็น “ประภาคาร” นำทางแทนการควบคุม

ท่ามกลางกระแสการถกเถียงเรื่องการเลี้ยงดูลูกในสังคมไทยที่ยังคงเน้นเรื่องการศึกษาเป็นหลัก จนถึงการเลือกโรงเรียนที่เหมาะสม แนวคิดการเลี้ยงลูกรูปแบบใหม่จากตะวันตกกำลังได้รับความสนใจจากผู้ปกครองไทย นั่นคือ “Lighthouse Parenting” หรือการเลี้ยงลูกแบบ “พ่อแม่เป็นประภาคาร” ที่เชื่อว่าจะช่วยสร้างสมดุลระหว่างการให้เสรีภาพและการดูแลลูก ปัญหาการเลี้ยงดูเด็กยุคใหม่ที่พ่อแม่ต้องเผชิญ ในปัจจุบัน พ่อแม่หลายคนเริ่มตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กรุ่น Generation Z ที่มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าขาดความรับผิดชอบ ไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยตนเองได้ และมีการพึ่งพาผู้ใหญ่มากเกินไป ปัญหาเหล่านี้ทำให้พ่อแม่เกิดข้อสงสัยว่า วิธีการเลี้ยงดูแบบเดิมที่เคยใช้กันมาอาจไม่เหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กระบุว่า เด็กรุ่นใหม่หลายคนเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ถูกปกป้องมากเกินไป ทำให้ขาดโอกาสในการเรียนรู้จากความผิดพลาด และไม่มีประสบการณ์ในการเผชิญหน้ากับปัญหาจริง ส่งผลให้เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ท้าทายในชีวิตจริง พวกเขาจึงไม่สามารถรับมือได้อย่างเหมาะสม นางสาววิรัลพัชร สุขเจริญ นักจิตวิทยาเด็กจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อธิบายว่า “เด็กในปัจจุบันเติบโตขึ้นมาในยุคที่เทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์มีอิทธิพลอย่างมาก พ่อแม่หลายคนกลัวว่าลูกจะเผชิญกับอันตราย จึงพยายามควบคุมและปกป้องมากเกินไป แต่สิ่งนี้กลับทำให้เด็กขาดการฝึกฝนทักษะชีวิตที่สำคัญ” ความหลากหลายของรูปแบบการเลี้ยงลูกในยุคปัจจุบัน ในโลกของการเลี้ยงดูเด็ก มีแนวคิดและรูปแบบการเลี้ยงลูกที่หลากหลาย ซึ่งแต่ละแบบมีจุดเด่นและข้อจำกัดแตกต่างกันไป รูปแบบที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันมีดังนี้ การเลี้ยงลูกแบบ “Free Range Parenting” เป็นรูปแบบที่เน้นให้เด็กมีอิสรภาพในการเลือกและตัดสินใจ โดยผู้ปกครองจะไม่เข้าไปแทรกแซงมากนัก และให้เด็กเรียนรู้จากการลองผิดลองถูกด้วยตนเง แนวคิดนี้มาจากหลักการ “FAFO” (Find out And Find Out) ที่หมายถึงการปล่อยให้เด็กค้นหาและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง ในทางตรงข้าม … Read more

คลี่คลายคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ “เคลซีย์ เบอร์เรธ” จากมือคู่หมั้นและผู้หญิงคนที่สาม

นักบินสาวหายตัวในวันขอบคุณพระเจ้า คู่หมั้นและชู้สาวร่วมมือฆ่าอำพรางศพ เดนเวอร์, โคโลราโด – คดีฆาตกรรมที่สั่นสะเทือนชุมชนเมืองเล็กในรัฐโคโลราโดของสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2018 ได้กลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง หลังจากรายละเอียดอันน่าสะพรึงกลัวของการฆาตกรรม เคลซีย์ เบอร์เรธ หญิงสาววัย 29 ปี ผู้ทำงานเป็นครูฝึกบินและเป็นแม่ลูกหนึ่ง ถูกเปิดเผยในเอกสารศาลและการให้ปากคำของพยาน เคลซีย์ หายตัวไปในวันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving Day) เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2018 หลังจากไปซื้อของใช้ในการทำอาหารที่ร้านขายของชำ Safeway ในเมือง Woodland Park รัฐโคโลราโด พร้อมกับลูกสาววัยเพียง 1 ขวบ ก่อนจะถูกแม่ของเธอรายงานตัวหายไป 10 วันต่อมา เมื่อไม่สามารถติดต่อได้ การสืบสวนเบื้องต้นและการค้นพบที่น่าสยดสยอง ตำรวจเริ่มต้นการสืบสวนคดีนี้โดยเชื่อว่าเคลซีย์อาจจะหนีออกจากเมือง หลังจากพบข้อความแชทระหว่างเธอกับคู่หมั้น แพทริค เฟรซี (Patrick Frazee) วัย 32 ปี ชาวไร่และเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ เฟรซีอ้างว่าเขายังคงติดต่อกับเคลซีย์ผ่านข้อความและโทรศัพท์หลังจากวันขอบคุณพระเจ้า อย่างไรก็ตาม การสืบสวนได้พลิกผันไปในทิศทางที่มืดมนมากขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามสัญญาณโทรศัพท์ของเคลซีย์ไปยังรัฐไอดาโฮ ห่างออกไปกว่า 800 ไมล์ … Read more

นักบำบัดเตือน “การดูแลตัวเอง” อาจกลายเป็น “การหนีโลก” โดยไม่รู้ตัว

เมื่อกิจกรรมที่ดีต่อสุขภาพกลายเป็นเครื่องมือหลบหนีความรับผิดชอบ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเป็นปรากฏการณ์ปกติแต่ต้องระวังไม่ให้กลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ในยุคที่การดูแลสุขภาพกายและใจเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับการ “ดูแลตัวเอง” มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการเข้าออกกำลังกาย การทำสปา การนั่งสมาธิ การกินอาหารเพื่อสุขภาพ หรือแม้กระทั่งการพักผ่อนและนอนหลับให้เพียงพอ อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาและนักบำบัดหลายท่านได้ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า แม้กิจกรรมเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ดีโดยหลักการแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ คนจำนวนไม่น้อยอาจใช้การ “ดูแลตัวเอง” เป็นเครื่องมือในการ “หนีโลก” โดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่าในระยะยาว “การหนีโลก” คืออะไร? ดร.สมศรี นักจิตวิทยาคลินิกจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อธิบายว่า “การหนีโลก หรือ Escapism มีนิยามที่เรียบง่าย คือ การที่บุคคลต้องทำสิ่งหนึ่งแต่กลับหันไปทำอีกสิ่งหนึ่งแทน เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบหรือปัญหาที่ควรจะเผชิญ” สิ่งที่น่าสนใจคือ กิจกรรมที่ใช้ในการหนีโลกไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ดูไม่ดี กิจกรรมที่ดูดีต่อสุขภาพ เช่น การออกกำลังกาย การทำอาหาร หรือการอ่านหนังสือ ก็สามารถเป็นเครื่องมือหนีโลกได้เช่นกัน หากทำในช่วงเวลาที่ควรจะทำสิ่งอื่นที่สำคัญกว่า “ปัญหาใหญ่คือ จากภายนอกแล้วมันดูไม่ต่างกัน” ดร.สมศรี กล่าวเสริม “คนที่ออกกำลังกายเพื่อดูแลสุขภาพกับคนที่ออกกำลังกายเพื่อหลีกเลี่ยงการทำงาน ดูเหมือนกันจากข้างนอก มีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ว่าตัวเองทำเพื่ออะไร” เส้นแบ่งบางๆ ระหว่าง “ดูแลตัวเอง” และ “หนีโลก” ผศ.ดร.อรนุช … Read more

นักเขียนดังเปิดเผยความจริงช็อกโลก “เด็กติดมือถือ เพราะผู้ใหญ่ก็ติดมือถือไม่ต่างกัน”

ปรากฏการณ์ใหม่ที่สั่นสะเทือนแนวคิดการเลี้ยงลูกยุคดิจิทัล ในยุค 2025 แม้จำนวนการเกิดของเด็กในโลกจะลดลง แต่ข้อถกเถียงเรื่องการเลี้ยงลูกในสังคมตะวันตกกลับทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน ตั้งแต่ประเด็นการ ‘ปล่อย’ ลูกให้มีอิสระเพียงใด ไปจนถึงปัญหาใหญ่ของยุคปัจจุบันอย่างการใช้มือถือของเด็ก การถกเถียงครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 เมื่อมีการเปิดเผยว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชื่อดังหลายแห่งได้ออกแบบประสบการณ์การใช้งานให้เกิดการเสพติด ส่งผลเสียต่อผู้ใช้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและวัยรุ่น ซึ่งนำไปสู่กระแสการออกกฎหมายเพื่อปกป้องเด็กจากเนื้อหาอันตรายบนโลกออนไลน์ทั่วโลก งานวิจัยเผยปัญหาการติดมือถือของเด็กยุคใหม่ ปัญหาการติดมือถือของเด็กในปัจจุบันได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยจำนวนมาก ทำให้เกิดแนวทางในการเลี้ยงลูกสมัยใหม่ที่เข้มงวดขึ้น เช่น การห้ามเด็กใช้หน้าจอก่อนอายุ 3 ปี การห้ามเด็กมีมือถือส่วนตัวก่อนอายุ 14 ปี และการห้ามใช้โซเชียลมีเดียก่อนอายุ 16 ปี เป็นต้น แนวทางเหล่านี้แม้จะมีเจตนาดี แต่ก็กลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างไม่สิ้นสุดในหมู่ผู้ปกครอง นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเด็ก เมล รอบบินส์ เปิดมุมมองใหม่ที่ทุกคนมองข้าม ท่ามกลางการถกเถียงที่ร้อนแรงนี้ เมล รอบบินส์ นักเขียนชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงระดับโลก ได้ออกมาเสนอมุมมองที่แปลกใหม่และน่าสนใจในงาน Verizon Unplugged ภายใต้หัวข้อ ‘Phone-Life Balance’ ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก รอบบินส์ได้แบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวที่ทำให้เธอต้องเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับปัญหานี้ เธอเล่าว่าตัวเธอเองก็เป็นหนึ่งในผู้ปกครองที่ไม่ต้องการให้ลูกใช้มือถือมากเกินไป แต่แล้ววันหนึ่งเธอได้เงยหน้าขึ้นจากหน้าจอมือถือของตัวเอง และพบว่าลูกของเธอกำลังจ้องมองมือถืออยู่เช่นกัน “ช่วงเวลานั้นทำให้ฉันตระหนักถึงปัญหาที่ไม่มีใครพูดถึง” รอบบินส์กล่าว “เด็กติดมือถือเพราะพวกเขาเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ที่ติดมือถือ” ความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของเด็ก การสังเกตของรอบบินส์เปิดเผยความจริงที่หลายคนไม่เคยคิดมาก่อน ผู้ใหญ่มักมีเหตุผลมากมายในการใช้มือถือ … Read more