“พิษสุนัขบ้า” อัตรารอด=0 ! ไวรัสพิษสุนัขบ้า “ศัตรูเงียบ” ที่หลอกระบบภูมิคุ้มกันด้วยเทคนิคสุดแยบยล อัตราตายเกือบ 100%

ไวรัสพิษสุนัขบ้าได้รับการการขานว่าเป็นหนึ่งในไวรัสที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในโลกการแพทย์ เนื่องจากมีอัตราการเสียชีวิตเกือบ 100% เมื่อเกิดอาการแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ไวรัสชนิดนี้น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ความรุนแรงของมัน แต่เป็นความสามารถในการหลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ได้อย่างแยบยลและเงียบเชียบ นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ได้ค้นพบว่า เหตุผลที่ระบบภูมิคุ้มกันของเราไม่สามารถจัดการกับไวรัสพิษสุนัขบ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น เกิดจากสองปัจจัยหลัก ได้แก่ จุดอ่อนที่มีอยู่ในระบบประสาทของมนุษย์ และความสามารถพิเศษของไวรัสในการปิดบังตัวเองจากการตรวจจับของร่างกาย ระบบประสาทมนุษย์: สถาปัตยกรรมที่เป็นจุดอ่อน เซลล์ประสาทยาวเกินไป – ทางลัดสู่สมอง ระบบประสาทของมนุษย์ถูกออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพในการส่งสัญญาณไฟฟ้าไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย แต่การออกแบบนี้กลับกลายเป็นจุดอ่อนที่ร้ายแรงเมื่อเจอกับไวรัสพิษสุนัขบ้า เซลล์ประสาทมีใยประสาท (axon) ที่ยาวมาก บางเส้นสามารถยาวได้ถึงหลายเมตร เพื่อเชื่อมต่อจากปลายนิ้วเท้าไปจนถึงไขสันหลัง เมื่อเปรียบเทียบกับไวรัสชนิดอื่น ไวรัสทั่วไปจะต้องเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อเดินทางไปยังอวัยวะต่างๆ ซึ่งในกระแสเลือดนั้นเต็มไปด้วยเม็ดเลือดขาวที่พร้อมจะโจมตีและทำลายไวรัสเหล่านี้ แต่ไวรัสพิษสุนัขบ้ามีกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดกว่า หลังจากเข้าสู่ร่างกายผ่านแผลจากการกัดหรือข่วน มันจะรีบหลบเข้าไปในเซลล์กล้ามเนื้อที่บริเวณแผล และแทนที่จะออกมาสู่กระแสเลือด มันจะกระโดดเกาะเข้าไปในเซลล์ประสาทแทน นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่แสนอันตราย ไวรัสพิษสุนัขบ้าสามารถเดินทาง “ภายใน” เซลล์ประสาทจากจุดที่ถูกกัด เข้าสู่ไขสันหลัง และต่อไปยังสมองได้โดยสมบูรณ์ โดยไม่ต้องออกมาเผชิญหน้ากับระบบภูมิคุ้มกันในกระแสเลือดเลยแม้แต่น้อย มันใช้ระบบขนส่งภายในเซลล์ที่เรียกว่า vesicle-microtubule transport ซึ่งเป็นระบบที่เซลล์ประสาทใช้ในการขนส่งสารต่างๆ ไปตามความยาวของใยประสาท การออกแบบของระบบประสาทที่ให้เซลล์ประสาทมีใยยาวเกินไปนี้ แม้จะจำเป็นสำหรับการทำงานปกติของร่างกาย แต่กลับกลายเป็นช่องทางลัดที่สมบูรณ์แบบสำหรับไวรัสพิษสุนัขบ้าในการเดินทางสู่เป้าหมายสุดท้าย คือสมอง หากระบบประสาทไม่ได้ถูกออกแบบให้มีใยประสาทยาวเช่นนี้ การเคลื่อนไหวของมนุษย์คงจะช้ามาก แต่ในขณะเดียวกัน ไวรัสพิษสุนัขบ้าก็จะไม่สามารถเดินทางเข้าสู่สมองได้ง่ายเช่นนี้ กำแพงเลือดสมอง: ป้อมปราการที่กลายเป็นกับดัก … Read more

“ท้องโป่งพอง” อาจไม่ใช่แค่ไขมัน แต่เป็นสัญญาณเตือนโรคตับแข็งจากการดื่มแอลกอฮอล์

นายแพทย์เตือนภัย คนดื่มหนักมานานต้องระวัง เมื่อท้องโป่งขึ้นอาจเป็น “ท้องมาน” ซึ่งเป็นอาการแสดงของโรคตับแข็งในระยะสุดท้าย พร้อมเสี่ยงติดเชื้อในช่องท้องที่อาจถึงชีวิต ปัจจุบันปัญหาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นระยะเวลานาน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกปี นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เปิดเผยว่า “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราพบผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยโรคตับแข็งจากการดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการ ‘ท้องมาน’ ซึ่งหลายคนไม่ทราบว่าอาการท้องโป่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากการสะสมของไขมัน แต่เป็นการสะสมของน้ำในช่องท้อง ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคตับแข็งในระยะรุนแรง” กลไกการเกิดโรคตับแข็งจากแอลกอฮอล์ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่องและในปริมาณมากจะส่งผลกระทบต่อตับในหลายขั้นตอน เริ่มต้นจากการที่ตับต้องทำหน้าที่ในการเผาผลาญแอลกอฮอล์ หรือที่เรียกในทางการแพทย์ว่า เอทานอล (Ethanol) ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์หลักในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด กระบวนการทำลายตับจากแอลกอฮอล์ เมื่อร่างกายได้รับแอลกอฮอล์ ตับจะทำหน้าที่ในการเผาผลาญเอทานอลโดยใช้เอนไซม์ต่างๆ แต่ในระหว่างกระบวนการนี้ จะเกิดสารพิษขึ้นสองชนิดที่สำคัญ คือ อะเซทัลดีไฮด์ (Acetaldehyde) และ ROS (Reactive Oxygen Species) หรือที่เรียกว่าอนุมูลอิสระ สารพิษทั้งสองชนิดนี้จะเข้าไปทำลายเซลล์ตับโดยตรง ทำให้เซลล์ตับเสียหายและไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ นอกจากนี้ยังรบกวนการขนส่งไขมันภายในเซลล์ตับอีกด้วย ส่งผลให้เกิดการสะสมของไขมันในตับมากเกินปกติ เรียกว่า โรคไขมันพอกตับจากแอลกอฮอล์ (Alcoholic Fatty Liver Disease: AFLD) ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากผู้ป่วยยังคงดื่มแอลกอฮอล์ต่อไป ไขมันที่สะสมในตับจะเริ่มทำให้เกิดการอักเสบ เรียกว่า … Read more

สัญญาณอันตราย! มะเร็งลำไส้ใหญ่เข้าใกล้คนหนุ่มสาวมากขึ้น อาหารสมัยใหม่เป็นตัวการสำคัญ

องค์กรสุขภาพโลกเตือนแล้ว! อัตราป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ในกลุ่มอายุต่ำกว่า 50 ปี เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ชี้นิ้วไปที่อาหารแบบตะวันตกที่แทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันของคนไทย ในอดีตที่ผ่านมา มะเร็งลำไส้ใหญ่มักถูกมองว่าเป็น “โรคของผู้สูงอายุ” ที่พบในกลุ่มคนอายุ 60 ปีขึ้นไป แต่ภาพนั้นได้เปลี่ยนไปอย่างน่าเป็นห่วงในปัจจุบัน สถิติจากองค์กรด้านสุขภาพชั้นนำทั่วโลกเผยให้เห็นแนวโน้มที่น่าตกใจ คือ อัตราการป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในกลุ่มคนอายุน้อยกว่า 50 ปี กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาคของโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย คำถามใหญ่ที่นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกำลังแสวงหาคำตอบก็คือ “อะไรทำให้คนรุ่นใหม่เป็นมะเร็งลำไส้เร็วขึ้น?” และคำตอบที่ชัดเจนที่สุดจากงานวิจัยจำนวนมากที่ชี้ไปในทิศทางเดียวกันคือ “อาหารการกิน” ที่เปลี่ยนแปลงไปจากแต่ก่อนอย่างสิ้นเชิง พฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไป กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น หัวใจของปัญหานี้เริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอาหารในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการเข้ามาของวัฒนธรรมอาหารแบบตะวันตก หรือที่เรียกว่า “Western Diet” ซึ่งมีลักษณะเด่นที่แตกต่างจากอาหารไทยดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง อาหารสไตล์ตะวันตกนี้มีคุณลักษณะพิเศษคือ มีไขมันสูง น้ำตาลสูง เนื้อสัตว์แปรรูปสูง และกากใยต่ำ ซึ่งไม่เพียงแค่ทำให้เกิดโรคอ้วนและเบาหวานเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพแวดล้อมในลำไส้ในระดับโมเลกุล ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดเซลล์มะเร็ง นพ.สมชาย นักวิทยาศาสตร์การแพทย์จากสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า “ปัจจุบันเราเห็นผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่อายุ 30-40 ปีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อสอบถามประวัติการกิน พบว่าส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารแปรรูป อาหารจานด่วน และเนื้อแปรรูปเป็นประจำ” ตัวการร้ายที่ซ่อนอยู่ในจานอาหาร การศึกษาวิจัยระดับโลกได้ระบุสารประกอบและกลไกสำคัญในอาหารที่เร่งให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์ในลำไส้อย่างชัดเจน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักๆ ดังนี้ … Read more

วิทยาศาสตร์แห่งการดื่มกาแฟ: เปิดเคล็ดลับให้ตื่นนานไม่ใช่แค่เรื่องปริมาณ แต่อยู่ที่จังหวะและเทคนิค

หลายคนคิดว่าการดื่มกาแฟให้ตื่นได้นานนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณที่ดื่มเพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้วเคล็ดลับสำคัญกลับอยู่ที่ “จังหวะเวลา” และ “วิธีการดื่ม” ที่ถูกต้อง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและนักวิจัยด้านการนอนหลับได้เผยแนวทางใหม่ที่จะช่วยให้การดื่มกาแฟของคุณมีประสิทธิภาพสูงสุด การค้นพบนี้เกิดจากการศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคคาเฟอีนของคนไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจหลักการทำงานของคาเฟอีนในร่างกาย ทำให้ไม่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการดื่มกาแฟ และบางครั้งยังส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว เลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม: หัวใจสำคัญของการดื่มกาแฟ หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการดื่มกาแฟทันทีหลังจากตื่นนอน นายแพทย์สมชาย วงศ์ใสใจ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า “หลังจากที่เราตื่นขึ้นมา ร่างกายจะมีฮอร์โมนคอร์ติซอลอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว หากดื่มกาแฟในช่วงนี้ คาเฟอีนจะไม่สามารถออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ” หลักการเลือกเวลาที่เหมาะสม ควรปฏิบัติดังนี้ ให้รอสักประมาณ 1-2 ชั่วโมงหลังจากตื่นนอนแล้วจึงดื่มกาแฟ เนื่องจากในช่วงเวลานี้ระดับคอร์ติซอลในร่างกายจะเริ่มลดลง และคาเฟอีนจะสามารถเข้าไปทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกช่วงเวลาที่ต้องระวังคือช่วงบ่ายและเย็น ซึ่งการดื่มกาแฟในช่วงนี้อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพการนอนหลับ เนื่องจากคาเฟอีนสามารถอยู่ในร่างกายได้นาน 6-8 ชั่วโมง ดังนั้นหากดื่มหลัง 14.00-15.00 น. อาจทำให้นอนไม่หลับในเวลากลางคืน Microdosing คาเฟอีน: นวัตกรรมการดื่มกาแฟยุคใหม่ เทรนด์ใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่นักธุรกิจและคนทำงานคือ “Microdosing คาเฟอีน” ซึ่งเป็นการดื่มกาแฟในปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง แทนที่จะดื่มแก้วใหญ่ทีเดียว ดร.อรุณี   นักวิจัยจากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “การ Microdosing จะช่วยให้ระดับคาเฟอีนในเลือดคงที่ตลอดวัน ทำให้รู้สึกตื่นตัวอย่างสม่ำเสมอโดยไม่มีอาการวูบ … Read more

วิกฤติสาธารณสุข: อะมีบากินสมองระบาดรุนแรงในอินเดีย สังเวยชีวิตแล้ว 19 ราย จาก 69 ผู้ติดเชื้อ

สถานการณ์ด้านสาธารณสุขในประเทศอินเดียกำลังเผชิญกับวิกฤติร้ายแรง เมื่ออะมีบากินสมองหรือ “Naegleria fowleri” ได้ระบาดอย่างรุนแรงในรัฐเกรละ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 19 ราย จากผู้ติดเชื้อทั้งหมด 69 คน ตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ตัวเลขที่น่าสะพรึงกลัว: เหยื่อล่าสุดเสียชีวิตเมื่อเดือน ส.ค. รายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 เผยให้เห็นถึงความรุนแรงของการระบาดครั้งนี้ โดยในจำนวนผู้เสียชีวิต 19 ราย มีผู้เสียชีวิตล่าสุด 3 ราย เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการระบาดยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567 ที่ผ่านมา อินเดียพบผู้ป่วยโรคสมองอักเสบจากเชื้ออะมีบากินสมองเพียง 36 คนทั่วประเทศ และมีผู้เสียชีวิต 9 ราย ตัวเลขในปี 2568 จึงแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างน่าวิตกของทั้งจำนวนผู้ป่วยและอัตราการเสียชีวิต อะมีบากินสมอง: ปรสิตร้ายแรงที่ซ่อนตัวในน้ำ Naegleria fowleri หรือที่เรียกกันในภาษาสามัญว่า “อะมีบากินสมอง” เป็นปรสิตเซลล์เดียวที่มีความอันตรายสูงมาก ตัวปรสิตชนิดนี้มีลักษณะพิเศษคือ อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดตามธรรมชาติที่ไม่สะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในน้ำที่มีอุณหภูมิอุ่น วิถีการติดเชื้อ ของอะมีบากินสมองนั้นเกิดขึ้นเมื่อน้ำที่มีเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางโพรงจมูก ซึ่งมักเกิดขึ้นจากกิจกรรมต่างๆ เช่น การแหวกว่ายน้ำ … Read more

ภัยเงียบจากหลอดเลือดแข็ง ส่งผลร้ายต่อหัวใจและความดันโลหิต แพทย์ชี้ออกกำลังกายช่วยคืนความยืดหยุ่นได้

การแข็งตัวของหลอดเลือดเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่มักถูกมองข้าม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด แพทย์เผยวิธีธรรมชาติที่ช่วยฟื้นฟูสุขภาพหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลอดเลือดที่มีสุขภาพดีมีลักษณะยืดหยุ่นสูง เนื่องจากผนังหลอดเลือดเต็มไปด้วยเส้นใยยืดหยุ่น (Elastic fiber) และมีระบบก๊าซไนตริกออกไซด์ (Nitric oxide) ที่คอยควบคุมการคลายตัวของผนัง ทำให้หลอดเลือดสามารถรองรับการไหลเวียนของเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม เมื่ออายุมากขึ้น ร่วมกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น การไม่ควบคุมอาหาร โรคอ้วน ภาวะดื้ออินซูลิน และระดับน้ำตาลในเลือดสูง จะทำให้หลอดเลือดเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่นและแข็งตัวมากขึ้นเรื่อยๆ กลไกการเกิดหลอดเลือดแข็ง: ปัญหาที่เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย การแข็งตัวของหลอดเลือดเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในระดับเซลล์และโมเลกุลหลายประการ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลไกหลัก: การลดลงของการผลิตก๊าซไนตริกออกไซด์ ผนังหลอดเลือดเริ่มสร้างก๊าซไนตริกออกไซด์ลดลง ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดเริ่มเกร็งตัว (VSMC contraction) มากขึ้น การลดลงของก๊าซสำคัญนี้เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาหลอดเลือดแข็ง เนื่องจากไนตริกออกไซด์มีหน้าที่สำคัญในการรักษาความยืดหยุ่นและป้องกันการเกิดลิ่มเลือด การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเส้นใย เส้นใยยืดหยุ่นในผนังหลอดเลือดลดลง และถูกทดแทนด้วยเส้นใยคอลลาเจนที่หนาขึ้นเป็นแผ่นพังผืด การเรียงตัวของเส้นใยใหม่นี้มีโครงสร้างที่ไม่เป็นระเบียบเหมือนเดิม เนื่องจากเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ที่ทำหน้าที่ถักทอเส้นใยถูกกระตุ้นอย่างผิดปกติโดยสารพิษที่เกิดจากน้ำตาล (AGEs – Advanced Glycation End products) การสะสมคอเลสเตอรอลในผนังหลอดเลือด คอเลสเตอรอลชนิด LDL แทรกเข้าไปในผนังหลอดเลือดอย่างต่อเนื่อง และถูกเซลล์เม็ดเลือดขาวจับกิน (ในรูปของ oxLDL) … Read more

เผยปรากฏการณ์แปลก! ทำไมถึงปวดอึทุกครั้งที่กิน-ดื่มกาแฟ นักวิทยาศาสตร์ชี้ 1 ใน 3 ของคนไทยประสบปัญหานี้

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ต้องเผชิญกับความรู้สึกปวดท้องหรือรู้สึกอยากถ่ายอุจจาระทุกครั้งหลังจากรับประทานอาหาร โดยเฉพาะเมื่อดื่มกาแฟควบคู่ไปด้วย คุณไม่ได้เป็นคนเดียว ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหารได้เผยให้เห็นถึงกลไกที่น่าสนใจของร่างกายมนุษย์ที่เรียกว่า “Gastrocolic Reflex” หรือการตอบสนองระหว่างกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชากรไทยถึง 1 ใน 3 คน ปรากฏการณ์ลึกลับที่เกิดขึ้นในร่างกาย การศึกษาทางการแพทย์ล่าสุดได้เปิดเผยกลไกที่ซับซ้อนของระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะระบบประสาทที่ผนังลำไส้ หรือที่เรียกว่า Enteric Nervous System (ENS) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือน “สมองที่สอง” ของร่างกาย ดร.สุนันท์   นักวิทยาศาสตร์การแพทย์จากสถาบันวิจัยระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย อธิบายว่า “สำหรับคนที่มีระบบประสาท ENS ที่ไวกว่าปกติ การรับประทานอาหารจะกลายเป็นตัวกระตุ้นที่รุนแรงกว่าคนทั่วไป เมื่ออาหารเข้าสู่กระเพาะและทำให้ผนังกระเพาะขยายตัว จะส่งผลให้เกิดการตอบสนองแบบลูกโซ่ที่นำไปสู่การเกิดอาการปวดท้องและความต้องการถ่ายอุจจาระอย่างกะทันหัน” กลไกการทำงานที่ซับซ้อนของ Gastrocolic Reflex การศึกษาทางประสาทวิทยาได้เผยให้เห็นถึงขั้นตอนการทำงานที่น่าทึ่งของร่างกายมนุษย์ เมื่อเกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้น ซึ่งสามารถแบ่งเป็นขั้นตอนได้ดังนี้ ขั้นตอนแรก: การกระตุ้นเริ่มต้น เมื่อบุคคลรับประทานอาหาร อาหารจะเดินทางลงสู่กระเพาะอาหารและทำให้ผนังกระเพาะขยายตัว การขยายตัวนี้จะกระตุ้นระบบประสาทที่ผนังลำไส้ (ENS) ที่อยู่ในบริเวณกระเพาะอาหาร ขั้นตอนที่สอง: การตอบสนองของวงจร Gastrocolic Reflex ระบบ ENS ที่ถูกกระตุ้นจะทำการตอบสนองต่อวงจร gastrocolic reflex อย่างรุนแรง … Read more

แพทย์เตือน! ขาบวมแดงข้างเดียว อาจเป็นสัญญาณโรคร้ายถึงชีวิต

เมื่อขาบวมแดงข้างเดียว ไม่ใช่เรื่องเล็กที่จะมองข้ามได้ แพทย์ผู้เชียวชาญเตือนว่าอาการนี้อาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงหลายชนิดที่สามารถคุกคามชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาการขาบวมแดงข้างเดียวเป็นสิ่งที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องปกติ หรืออาจเกิดจากการเดินหรือยืนมากเกินไป แต่ความจริงแล้วอาการดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยของโรคร้ายแรงที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน แพทย์ผู้เชียวชาญด้านโรคหลอดเลือดและอายุรศาสตร์ภายในได้ออกมาเตือนประชาชนให้ระวังและเข้าพบแพทย์ทันทีเมื่อพบอาการดังกล่าว โรคลิ่มเลือดอุดตันในเลือดดำ ภัยร้ายที่อาจถึงชีวิต สาเหตุแรกและสำคัญที่สุดของอาการขาบวมแดงข้างเดียวคือ โรคลิ่มเลือดอุดตันในเลือดดำ (Deep Vein Thrombosis) ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดจากการที่เลือดแข็งตัวเป็นลิ่มในหลอดเลือดดำชั้นลึก โดยเฉพาะในบริเวณขา แพทย์อธิบายว่า โรคนี้เกิดจากปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่ทำให้เลือดแข็งตัวขึ้นเอง ได้แก่ การที่เลือดไหลเวียนไม่ดี เช่น การนั่งเครื่องบินข้ามซีกโลกเป็นเวลานาน การเข้าเฝือก การที่ขาอัมพาต การที่ผิวในหลอดเลือดดำได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ และภาวะที่เลือดแข็งตัวง่าย เช่น ในผู้ป่วยมะเร็ง หรือผู้ที่มีปัญหาทางพันธุกรรม อันตรายที่ซ่อนเร้นจากลิ่มเลือด ภัยร้ายของโรคลิ่มเลือดอุดตันในเลือดดำไม่ได้อยู่ที่ขาเท่านั้น แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือการที่ลิ่มเลือดอาจหลุดออกไปจากหลอดเลือดดำและไหลไปอุดที่ปอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ลิ่มเลือดลามไปถึงหลอดเลือดเหนือเข่าขึ้นไป เมื่อลิ่มเลือดไหลไปอุดปอด เกิดภาวะที่เรียกว่า Pulmonary Embolism ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยเฉียบพลัน ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำลง ความต้านทานของหลอดเลือดปอดสูงขึ้น ทำให้หัวใจห้องล่างขวาต้องทำงานหนักเกินไป จนอาจเกิดภาวะหัวใจห้องล่างขวาล้มเหลว ผลที่ตามมาคือเลือดจะไม่สามารถไปเลี้ยงหัวใจฝั่งซ้ายได้อย่างเพียงพอ ทำให้เกิดภาวะช็อกแบบอุดตัน (Obstructive Shock) ซึ่งในกรณีที่รุนแรงอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ การติดเชื้อแบคทีเรียในชั้นผิวหนังลึก ภัยเงียบที่มักมองข้าม สาเหตุที่สองของอาการขาบวมแดงข้างเดียวคือ การติดเชื้อแบคทีเรียลามถึงชั้นหนังแท้และชั้นไขมัน (Cellulitis) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อที่มักเกิดจากการที่มีแผลเปิดให้แบคทีเรียสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ และไม่ได้รับการรักษาที่ดีพอ … Read more

“โดปามีน ดีท็อกซ์” กระแสใหม่ฟื้นฟูสมองชาวออนไลน์ หนีโลกแจ้งเตือนที่ทำลายสมาธิ

นักวิจัยเผยยุคดิจิทัลทำลายระบบรางวัลในสมอง ชี้วิธีแก้ปัญหาไม่ต้องตัดขาดเทคโนโลยี ในยุคที่ทุกคนต่างจ้องหน้าจอมือถือเฉลี่ยวันละ 6-8 ชั่วโมง ปรากฏการณ์ใหม่ที่เรียกว่า “โดปามีน ดีท็อกซ์” (Dopamine Detox) กำลังได้รับความสนใจจากผู้ที่รู้สึกว่าตนเองสูญเสียความสามารถในการโฟกัสและสร้างสรรค์งานคุณภาพ นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านสมองชี้ให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนความรู้หรือทักษะ แต่เป็นเพราะสมองถูกรบกวนด้วยสิ่งเร้าเทียมจากโลกดิจิทัลมากเกินไป วิกฤตแห่งโดปามีนเทียม: เมื่อสมองติดยาผิด ๆ โดปามีน หรือที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “สารสื่อประสาทแห่งความสำเร็จ” เป็นสารเคมีในสมองที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกพึงพอใจ แรงจูงใจ และความปรารถนาที่จะบรรลุเป้าหมาย ตามธรรมชาติแล้ว โดปามีนจะหลั่งออกมาเมื่อมนุษย์ทำสิ่งที่สร้างคุณค่า เช่น การทำงานสำเร็จ การได้รับคำชม การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน หรือแม้กระทั่งการรับประทานอาหารอร่อย แต่ในโลกดิจิทัลปัจจุบัน ระบบรางวัลของสมองถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะได้รับโดปามีนจากความสำเร็จที่แท้จริง สมองกลับถูกหล่อเลี้ยงด้วย “โดปามีนเทียม” จากการแจ้งเตือนโซเชียลมีเดีย การได้ไลค์และแชร์ การดูวิดีโอไวรัล หรือการเลื่อนดูฟีดอย่างไม่รู้จบ ดร.สมชาย นักจิตวิทยาประสาทจากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ให้ความเห็นว่า “ปัญหาใหญ่คือความถี่ในการได้รับโดปามีนเทียมนี้สูงเกินไป เมื่อสมองได้รับความพึงพอใจแบบฉาบฉวยทุก ๆ ไม่กี่นาที มันจะสูญเสียความสามารถในการรอคอยผลรางวัลระยะยาว ผลที่ตามมาคือ คนเราเริ่มไม่สามารถโฟกัสกับงานที่ต้องใช้ความคิดลึก ๆ หรือต้องการความอดทนเป็นเวลานาน” อาการของ “สมองที่เสียสมาธิ” ในยุคดิจิทัล จากการสำรวจพฤติกรรมของคนไทยในการใช้อินเทอร์เน็ตเมื่อปีที่ผ่านมา … Read more

“หมอเจด” ให้ความรู้เกี่ยวกับข้อสงสัยยอดฮิตเกี่ยวกับเมนูยอดนิยมอย่าง “น้ำเต้าหู้” ว่าเป็นสาเหตุของการเกิดโรค “มะเร็งเต้านม” จริงหรือไม่?

นายแพทย์เจษฎ์ เปิดเผยว่า คำถามเรื่องน้ำเต้าหู้กับมะเร็งเต้านมเป็นหนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุดในการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วย โดยผู้ป่วยมักจะถามว่า “หมอคะ หนูได้ยินมาบ่อยว่าถ้ากินน้ำเต้าหู้ จะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง จริงหรือไม่” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลและความเข้าใจผิดที่แพร่หลายในสังคม น้ำเต้าหู้หรือที่หลายคนเรียกว่า “เต้าหู้ไข่” เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงเช้าหรือเป็นของว่างยามบ่าย หลายคนถือว่าเป็นเมนูโปรดที่ให้ทั้งรสชาติที่อร่อยและคุณค่าทางโภชนาการ แต่ข่าวลือเรื่องความเสี่ยงต่อมะเร็งทำให้หลายคนต้องลังเลในการบริโภค สาเหตุของความกังวล: สารไอโซฟลาโวนในถั่วเหลือง นายแพทย์เจษฎ์ อธิบายถึงต้นตอของความกังวลว่า น้ำเต้าหู้ทำมาจากถั่วเหลือง ซึ่งในถั่วเหลืองมีสารที่เรียกว่า “ไอโซฟลาโวน” (Isoflavone) ที่มีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน สารนี้จึงถูกเรียกว่า “Phytoestrogen” หรือเอสโตรเจนจากพืช ความกังวลเกิดขึ้นจากความเข้าใจที่ว่า เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งเต้านมในบางกรณี โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมที่มีตัวรับฮอร์โมน (Hormone Receptor-Positive Breast Cancer) ดังนั้น การบริโภคสารที่มีฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจนจึงอาจเพิ่มความเสี่ยงได้ การเปรียบเทียบกับยาคุมกำเนิดก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดความกังวล เนื่องจากยาคุมมีฮอร์โมนเอสโตรเจนสังเคราะห์ และมีการศึกษาที่พบว่าการใช้ยาคุมในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเล็กน้อย ทำให้หลายคนเชื่อมโยงไปถึงการบริโภคน้ำเต้าหู้ที่มีสารคล้ายเอสโตรเจนเช่นกัน ข้อเท็จจริงจากงานวิจัยสมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม นายแพทย์เจษฎ์ ชี้แจงให้ชัดเจนว่า จากการศึกษาวิจัยที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าการบริโภคน้ำเต้าหู้จะส่งผลให้เกิดมะเร็งเต้านม ในทางตรงกันข้าม การศึกษาหลายชิ้นในประเทศเอเชียที่ผู้คนบริโภคผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองเป็นประจำ กลับพบว่าอัตราการเกิดมะเร็งเต้านมต่ำกว่าประเทศตะวันตก ความแตกต่างระหว่างไอโซฟลาโวนจากพืชกับเอสโตรเจนสังเคราะห์ก็เป็นจุดสำคัญที่ต้องเข้าใจ ไอโซฟลาโวนมีฤทธิ์อ่อนกว่าเอสโตรเจนจากร่างกายมาก และในบางกรณี อาจทำหน้าที่เป็น “Selective Estrogen … Read more