หญิงกัมพูชาโมโหหนัก! พบ “มาม่าไทย” ซ่อนในบะหมี่แบรนด์ท้องถิ่น เรียกร้องให้บริษัทตรวจสอบด่วน

กรุงพนมเปญ, กัมพูชา – เหตุการณ์ที่สร้างความตกใจและโกรธแค้นให้กับหญิงชาวกัมพูชาคนหนึ่ง เมื่อเธอค้นพบว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์ท้องถิ่นที่เธอซื้อมา กลับมี “มาม่ารสหมูสับ” ของไทยซ่อนอยู่ข้างใน ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศกำลังตึงเครียด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อหญิงชาวกัมพูชาคนดังกล่าวเดินทางไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ โดยเธอได้เลือกซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์ Mee Chiet (មីជាតិ) ซึ่งเป็นแบรนด์ของกัมพูชาจำนวน 3 กล่อง ด้วยความตั้งใจที่จะสนับสนุนสินค้าภายในประเทศ ความผิดหวังจากการค้นพบที่ไม่คาดคิด หลังจากกลับถึงบ้าน เมื่อเธอเปิดกล่องบะหมี่ออกมาดู กลับพบกับสิ่งที่ทำให้เธอตกใจและโกรธมาก นั่นคือ ภายในกล่อง Mee Chiet ถึง 2 กล่องจาก 3 กล่องที่เธอซื้อมา กลับมีบะหมี่ “มาม่ารสหมูสับ” ของไทยซ่อนอยู่ข้างใน ทำให้เธอรู้สึกถูกหลอกลวงและผิดหวังอย่างมาก เหตุการณ์นี้ทำให้เธอตัดสินใจโพสต์คลิปวิดีโอและภาพถ่ายพร้อมข้อความแสดงความไม่พอใจลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อเตือนผู้บริโภคชาวกัมพูชาคนอื่น ๆ ให้ระวังและตรวจสอบสินค้าที่ซื้อมาอย่างละเอียด เรียกร้องให้บริษัทรับผิดชอบ หญิงชาวกัมพูชาคนนี้ได้เรียกร้องให้บริษัท Mee Chiet เข้ามาตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อย่างเร่งด่วน และต้องการคำอธิบายที่ชัดเจนว่าเพราะเหตุใดสินค้าของคู่แข่งจากต่างประเทศจึงมาปรากฏในบรรจุภัณฑ์ของตนเอง “ฉันรู้สึกผิดหวังมากที่ได้เจอสินค้าของศัตรูในกล่องที่ฉันคิดว่าเป็นของคนเขมรแท้ ๆ” เธอกล่าวในโพสต์ของเธอ พร้อมกับแสดงความเสียใจที่ไม่สามารถสนับสนุนสินค้า Made in Cambodia ได้อย่างที่ต้องการ แนวคิดชาตินิยมที่เข้มแข็ง หญิงคนนี้เป็นที่รู้จักในแวดวงโซเชียลมีเดียว่าเป็นผู้ที่มีอุดมการณ์ชาตินิยมเข้มแข็ง … Read more

ตำรวจบุกบ้านเช่าซอยเรวดี 34 คลี่คลายคดีรับน้องโหด นศ.ปี 1 ถูกทำร้ายร่างกายบาดเจ็บหนัก

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 23 กันยายน 2568 พ.ต.ท.สุภัทรชัย บุญมาก รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองนนทบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านพักในซอยเรวดี 34 ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี หลังจากได้รับข้อมูลจากผู้เสียหายว่าสถานที่แห่งนี้ถูกใช้เป็นจุดกบดานในการจัดกิจกรรมรับน้องนอกรั้วมหาวิทยาลัยทุกวันพุธ การตรวจสอบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนคดีรับน้องโหดของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์นนทบุรี ที่ทำให้นักศึกษาปีหนึ่งหญิงต้องเจ็บตัวหนัก และสร้างความหวาดกลัวแก่ครอบครัวจนต้องออกมาขอความช่วยเหลือ พบหลักฐานการปกปิด นักศึกษาอ้างเช่าติวหนังสือ จากการตรวจสอบพบว่าบริเวณประตูรั้วของบ้านดังกล่าวมีการติดผ้าใบปิดบังโดยรอบอย่างมิดชิด ไม่สามารถมองเห็นกิจกรรมภายในได้จากภายนอก ซึ่งเป็นการกระทำที่สร้างความสงสัยเนื่องจากบ้านทั่วไปไม่จำเป็นต้องปกปิดเช่นนี้ เจ้าหน้าที่ได้เชิญผู้อาศัยภายในบ้านออกมาให้ข้อมูล พบว่ามีนักศึกษาอาศัยอยู่ประมาณ 3-4 คน โดยมีนักศึกษารายหนึ่งแสดงตนว่าเป็นผู้เช่าหลักของบ้านหลังนี้ ผู้ดังกล่าวให้คำอธิบายแก่เจ้าหน้าที่ว่าบ้านแห่งนี้เช่าไว้เพื่อใช้ในการติวหนังสือและพักอาศัยร่วมกับเพื่อนๆ หลังจากเลิกเรียน พร้อมทั้งระบุว่าตนเองและเพื่อนยังทำงานเสริมเป็นไรเดอร์ในช่วงเวลาว่าง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงมีความสงสัยเกี่ยวกับการใช้งานที่แท้จริงของบ้านหลังนี้ เนื่องจากข้อมูลจากผู้เสียหายระบุชัดเจนว่าสถานที่แห่งนี้ถูกใช้เป็นจุดในการจัดกิจกรรมรับน้องที่มีการทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง ขั้นตอนการสืบสวนเข้มข้น รอเรียกสอบปากคำเพิ่มเติม เบื้องต้นตำรวจได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลของเจ้าของบ้านและผู้เช่าทั้งหมดอย่างละเอียด พร้อมทั้งได้บันทึกข้อมูลสำคัญไว้ในสำนวนเพื่อใช้ในการดำเนินคดีต่อไป เจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่าจะมีการเชิญตัวผู้เช่าและบุคคลที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำอย่างละเอียดที่โรงพักในระยะเวลาอันใกล้ ในส่วนของคดีความ ตำรวจได้ดำเนินการสอบปากคำผู้เสียหายเบื้องต้นแล้ว และอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้กระทำผิดจากทางมหาวิทยาลัยเพื่อนำมาใช้ในการสืบสวนสอบสวนอย่างต่อเนื่อง กระบวนการนี้จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังสูงเนื่องจากเกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคลหลายราย ข้อมูลล่าสุดจากแหล่งข่าวเผยว่า ทางมหาวิทยาลัยได้ส่งรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องให้แก่ผู้เสียหายเพื่อส่งต่อให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วจำนวนมากกว่า 10 ราย ประกอบด้วยทั้งนักศึกษาชายและหญิง ซึ่งตำรวจจะทำการเรียกตัวมาสอบปากคำเป็นรายๆ ไปตามลำดับขั้นตอน และจะพิจารณาดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป เหตุการณ์สะเทือนขวัญ … Read more

ชายอาละวาดถือมีดรุกรานลูกบ้านคอนโด ใช้เลือดของตนเองป้ายประตู หลังบาดเจ็บจากมีดที่ถืออยู่

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 เวลา 22:47 น. ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในย่านดินแดง เมื่อชายผู้หนึ่งได้ก่อเหตุอาละวาดอย่างรุนแรง โดยมีพฤติกรรมที่น่าตกใจหลายอย่าง ผู้เสียหายซึ่งเป็นอินฟลูเอนเซอร์คนหนึ่งได้เผยแพร่เหตุการณ์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่าผู้ก่อเหตุได้เดินมาเคาะประตูห้องอย่างรุนแรง จากนั้นเปลี่ยนมาใช้เท้าถีบประตู และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือการที่ผู้ก่อเหตุได้หยิบมีดมาเคาะประตู ก่อนที่จะใช้เลือดสกปรกของตนเองป้ายไปที่บริเวณประตู นอกจากการกระทำที่รุนแรงแล้ว ผู้ก่อเหตุยังมีพฤติกรรมการด่าทอด้วยคำพูดที่หยาบคาย และมีการกล่าวคำที่มีลักษณะหมิ่นประมาทข่มขู่ จนทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวและต้องหลบหนีไป ส่งผลให้เกิดอาการวิตกกังวลในภายหลัง การตอบสนองของนิติบุคคลและเจ้าหน้าที่ เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น ผู้เสียหายได้ติดต่อแจ้งให้นิติบุคคลของคอนโดมิเนียมทราบ เพื่อให้เข้ามาควบคุมสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ทางนิติบุคคลสามารถทำได้เพียงการเฝ้าดูสถานการณ์ผ่านกล้องวงจรปิด และติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดำเนินการ สิ่งที่น่าสนใจคือ เหตุการณ์ได้จบลงในลักษณะที่ไม่คาดคิด เมื่อผู้ก่อเหตุได้เดินลงมายังล็อบบี้ของตึกด้วยตนเอง โดยสาเหตุที่ทำให้เขาต้องลงมาคือการที่เขาได้รับบาดเจ็บจากมีดที่ตนเองถืออยู่ ขณะที่กำลangอาละวาดเคาะประตู ทำให้มีดบาดศีรษะของตนเอง เมื่อสายตรวจจากสถานีตำรวจนครบาลดินแดงเดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุ พบว่าผู้ก่อเหตุและภรรยาของเขานั่งรอเจ้าหน้าที่อยู่ด้านล่าง จากการสอบถามเบื้องต้น ภรรยาของผู้ก่อเหตุได้แจ้งว่าสามีอยู่ในภาวะมึนเมาและได้ทำร้ายตัวเอง จึงเป็นสาเหตุของบาดแผลที่บริเวณศีรษะ ปฏิกิริยาของผู้บังคับบัญชาระดับสูง เหตุการณ์ครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกรมตำรวจ โดยพลตำรวจโทสยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมด้วยพลตำรวจตรีอัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจนครบาล 1 ได้ออกคำสั่งให้พันตำรวจเอกภษิต กะเตื้องงาน ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลดินแดง ตรวจสอบกรณีนี้อย่างละเอียด การที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงให้ความสำคัญกับคดีนี้ แสดงให้เห็นว่าตำรวจตระหนักถึงความร้ายแรงของเหตุการณ์ และผลกระทบที่มีต่อความสงบสุขของผู้อยู่อาศัยในชุมชน รวมถึงความปลอดภัยของประชาชนโดยทั่วไป … Read more

“มดดำ” โทรด่าหมอดูอดีตเพื่อนรัก หลังใช้ชื่อดาราหลอกประชาชนบูชาตุ๊กตา เสียหาย 2 ล้านบาท

เหตุการณ์เริ่มต้นจากสาวคนหนึ่งที่ได้ร้องทุกข์กับ “รณณรงค์ แก้วเพ็ชร” ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม โดยเล่าว่าถูกหมอดูชื่อดัง อาจารย์อุ๋ย อ้างเป็นผู้วิเศษหลอกให้บูชาองค์เทพ จนเสียหายกว่า 2 ล้านบาท แต่ชีวิตไม่เพียงไม่ได้ดีขึ้น กลับแย่ลงและเป็นหนี้จากการกู้เงินมาบูชา การรู้จักกับหมอดูอาจารย์อุ๋ยเริ่มต้นจากการดูรายการ จากนั้นจึงติดต่อผ่านไลน์เพื่อขอดูดวง แอดมินแจ้งว่าต้องรอคิวนาน 1-2 ปี แต่หากต้องการให้เร็วกว่านั้นต้องจ่ายเงิน 5,000 บาท เพื่อให้ได้ดูภายในครึ่งปี หรือหากต้องการเร็วกว่านั้นอีก ต้องจ่ายค่าดูดวงหลักหมื่นบาท กลลวงการบูชาองค์เทพ ระหว่างที่รอคิวดูดวง แอดมินได้เสนอให้บูชาเครื่องรางองค์เทพต่างๆ โดยอ้างว่าจะทำให้ได้ใกล้ชิดอาจารย์มากขึ้น เนื่องจากผู้เสียหายมีปัญหาเรื่องธุรกิจ จึงถูกแนะนำให้บูชาองค์เทพรวม 90,000 บาท ทั้งที่ยังไม่ได้ดูดวงเลยแม้แต่ครั้งเดียว การเข้ากลุ่มลับและการใช้ชื่อดารา ผู้เสียหายถูกเชิญเข้ากลุ่มลับ โดยมีการอ้างว่ามีดารามีชื่อเสียงหลายคน เช่น ดาราชื่อย่อ น., ญ. และดีเจคนหนึ่ง เป็นสมาชิกในกลุ่ม และบอกว่าพวกเขาต่างก็บูชาองค์เทพต่างๆ ของอาจารย์ การใช้ชื่อเสียงของดาราเหล่านี้เป็นเครื่องมือสร้างความน่าเชื่อถือและกดดันให้ผู้เสียหายตัดสินใจบูชาตาม ผู้เสียหายเผยว่าในตอนนั้นไม่มีเงิน และมาทราบในภายหลังว่าราคาที่ตนได้รับนั้นเป็นราคาสำหรับสมาชิกกลุ่มอเมริกา ซึ่งแพงกว่าสมาชิกที่อยู่ในประเทศไทย ภายในเวลาเพียง 3 เดือน ผู้เสียหายได้บูชาองค์เทพไป 20 องค์ การกดดันให้กู้เงิน ทุกครั้งที่ผู้เสียหายบอกว่าไม่มีเงิน … Read more

รับน้องโหด! นศ.ปี 1 ถูกรุ่นพี่ทำร้ายร่างกายจนฟกช้ำ – ถ่ายบัตรประชาชนข่มขู่ ขณะที่มหาวิทยาลัยยืนยันไม่ใช่กิจกรรมทางการ

วันที่ 23 กันยายน 2568 นักศึกษาหญิงชั้นปีที่ 1 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ได้เข้าร้องเรียนต่อ ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือที่รู้จักกันในนาม “ดร.แก้ว” ผู้ก่อตั้งเพจ “ดร.แก้วช่วยได้” หลังจากถูกกลุ่มรุ่นพี่ทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงในกิจกรรม “รับน้องโหด” หรือที่เรียกกันว่า “รับระบบ” และ “รับรุ่น” ซึ่งเป็นกิจกรรมนอกรั้วมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้รับการรับรองจากสถาบัน น.ส.นิด (นามสมมติ) นักศึกษาผู้เสียหาย พร้อมด้วย น.ส.ฟ้า (นามสมมติ) ซึ่งเป็นมารดา ได้นำเอกสารหลักฐานการบาดเจ็บมายื่นต่อ ดร.แก้ว เพื่อขอความช่วยเหลือ โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของการ “รับน้อง” ที่ผิดวัตถุประสงค์และเกินขอบเขตที่สังคมควรยอมรับ เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นประกอบด้วยการทำร้ายร่างกายด้วยการเตะและต่อยบริเวณหน้าอกและหลัง จนทำให้ผู้เสียหายมีรอยฟกช้ำไปทั่วร่างกาย นอกจากนี้ยังมีการบังคับให้ถ่ายบัตรประชาชนเก็บไว้เป็นเครื่องมือข่มขู่ พร้อมทั้งขู่ว่าหากมีการถอนตัวออกจากระบบ จะถูกตามไปทำร้ายถึงบ้าน ซึ่งสร้างความหวาดกลัวและความไม่ปลอดภัยให้กับครอบครัวของผู้เสียหาย การเริ่มต้นของเหตุการณ์ ตามที่ น.ส.นิด ได้ให้การเล่าว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงเปิดเทอมกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีเพื่อนชวนให้เข้าร่วมกิจกรรมรับน้อง รุ่นพี่ได้อ้างเหตุผลว่าหากสามารถรับระบบสำเร็จจะได้รับคอนเนคชั่นระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคต ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้เธอตัดสินใจเข้าร่วม วันแรกที่เข้าร่วมกิจกรรม ผู้เสียหายถูกนัดหมายให้ไปที่บ้านเช่าแห่งหนึ่งภายในซอยเรวดี 34 ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมือง … Read more

แบงค์ พชร ปัญญายงค์ เดินหน้าฟ้อง 78 ราย คดีหมิ่นประมาท หลังโพสต์รูปสาวปริศนาจุดประเด็นดราม่า

วันที่ 22 กันยายน 2568 -พชร ปัญญายงค์ ได้เดินทางไปยังสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน กองบังคับการตำรวจนครบาล 7 กองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อแจ้งความร้องทุกข์คดีอาญา ในข้อหา หมิ่นประมาทด้วयการโฆษณา ตามเอกสารรายงานประจำวันของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เปิดเผย ระบุว่า ผู้กล่าวหาคือ นายพชร ปัญญายงค์ ส่วน ผู้ต้องหาคือผู้ใช้เฟซบุ๊กที่โพสต์หมิ่นประมาทประมาณ 78 ราย โดยรายละเอียดปรากฏตามบัญชีข้อความการโพสต์หมิ่นประมาทที่ได้รวบรวมไว้ จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ – วันที่ 10 สิงหาคม 2568 เหตุการณ์ที่นำไปสู่การแจ้งความครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 ณ หลายท้องที่ต่อเนื่องกัน และที่ห้างเซ็นทรัลปิ่นเกล้า แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ เวลากลางวัน ตามพฤติการณ์ที่ระบุไว้ในคำร้อง ได้มีเว็บไซต์เกี่ยวกับบันเทิงหลายแห่ง อาทิเช่น Sanook, Gossipstar หรือ เจ๊มอย 108 v1 และอื่นๆ อีกหลายเว็บไซต์ ได้โพสต์ข้อความที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งต่อมาได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กเข้าไปแสดงความคิดเห็นในลักษณะที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย แบงค์พชรออกแถลงการณ์ยืนยันการดำเนินคดี หลังจากที่เกิดกระแสสงสัยและการเก็งกำนบนโลกออนไลน์ว่า … Read more

หนุ่มสกลนครใฝ่ฝันเป็นตำรวจ ปลอมตัวเป็น นรต.ปี 4 แทรกซึมเข้าประชุมชุดสืบสวนอุดรธานี

เหตุการณ์เริ่มต้นในช่วงเช้าของวันจันทร์ที่ 22 กันยายน เมื่อร้อยตำรวจเอกรังสิมันต์ ภูเนตร รองสารวัตรสำนักงานสืบสวนกลาง สถานีตำรวจภูธรกุมภวาปี หรือที่เรียกกันในนาม “ผู้กองเสือ” กำลังประชุมวางแผนงานร่วมกับทีมงานและผู้บังคับบัญชา เตรียมความพร้อมก่อนออกปฏิบัติหน้าที่ประจำวัน ท่ามกลางบรรยากาศการประชุมที่เป็นทางการ ได้มีชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาดี แต่งตัวเรียบร้อย ขับรถยนต์เก๋งเข้ามาที่สถานีตำรวจ ชายหนุ่มผู้นี้สวมใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบร้อย กางเกงสีดำ และสิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือสายคล้องคอที่มีซองใส่บัตรประจำตัว อ้างว่าเป็นบัตรตำรวจสืบสวนกลาง ชายหนุ่มผู้นี้เดินเข้ามาด้วยท่าทางมั่นใจ แนะนำตัวว่าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 78 ปีที่ 4 มาขอรายงานตัวเพื่อฝึกงานกับตำรวจชุดสืบสวนสถานีกุมภวาปี เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในที่ประชุมไม่ได้คิดอะไรมาก จึงให้เขานั่งร่วมประชุมไปด้วยในขณะที่รอพันตำรวจโทปรีชา แจ้งคล้อย รองผู้กำกับการสำนักงานสืบสวนกลาง เมื่อคำถามเริ่มทำให้เกิดข้อสงสัย หลังจากการประชุมสิ้นสุดลง พันตำรวจโทปรีชา แจ้งคล้อย รองผู้กำกับการสำนักงานสืบสวนกลางสถานีตำรวจภูธรกุมภวาปี เริ่มสอบถามรายละเอียดจากชายหนุ่มผู้นี้ เพื่อความชัดเจนในการฝึกงาน คำถามแรกที่ถูกถามคือ “ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ คุณอยู่ชมรมอะไร” ซึ่งเป็นคำถามพื้นฐานที่นักเรียนนายร้อยตำรวจทุกคนควรจะตอบได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ชายหนุ่มคนนี้กลับตอบอย่างลื่นไหลว่า “อยู่ชมรมโรงเรียนนายร้อยตำรวจครับ” โดยไม่สามารถระบุชื่อชมรมที่ชัดเจนได้ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มสงสัย จึงได้ถามคำถามต่อไปว่า “ทำไมมารายงานตัวเพื่อขอฝึกงานแต่ไม่แต่งเครื่องแบบตำรวจ และไม่มีหนังสือส่งตัวจากต้นสังกัด” ชายหนุ่มผู้นี้ก็ไม่สามารถให้คำตอบที่น่าเชื่อถือได้ เพียงแค่บอกว่าอยากจะมาฝึกงานด้วย สิ่งที่ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลงอย่างมากคือ เมื่อถูกสอบถามเรื่องต่างๆ ภายในรั้วโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เช่น สถานที่สำคัญ กิจกรรมต่างๆ … Read more

ขอนแก่นอ่วม! ฝนถล่มหนัก น้ำท่วมใหญ่ เกือบมิดรถ จราจรเป็นอัมพาต

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 พื้นที่จังหวัดขอนแก่นโดยเฉพาะในเขตเมือง ได้รับปริมาณน้ำฝนอย่างหนักและต่อเนื่องตั้งแต่เวลา 12.00-15.00 น. โดยฝนที่ตกลงมามีปริมาณมากผิดปกติ ส่งผลให้ระบบระบายน้ำในเขตเมืองไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำที่มากได้ทัน การตกของฝนครั้งนี้เป็นผลมาจากสภาวะอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย โดยร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้เกิดการสะสมของเมฆฝนในบริเวณดังกล่าว พื้นที่ได้รับผลกระทบหนักในเขตเมืองขอนแก่น เขตเมืองขอนแก่นหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังอย่างรุนแรง โดยเฉพาะถนนสายหลักที่เป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญ ได้แก่: ถนนรอบบึงแก่นนคร – พื้นที่สำคัญในใจกลางเมืองขอนแก่น มีน้ำท่วมขังผิวจราจรสูงกว่า 30 เซนติเมตร ทำให้รถยนต์ขนาดเล็กหลายคันดับเครื่องกลางทางและไม่สามารถเดินทางต่อได้ ถนนหน้าเมือง – เส้นทางเชื่อมต่อสำคัญของเขตเมือง ประสบปัญหาน้ำท่วมขังในระดับเดียวกัน ส่งผลให้การสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก ผู้ขับขี่ต้องชะลอความเร็วและระมัดระวังเป็นพิเศษ ถนนรอบศาลหลักเมืองขอนแก่น – บริเวณสำคัญทางประวัติศาสตร์และเป็นจุดศูนย์กลางของเมือง เผชิญสถานการณ์น้ำท่วมขังที่ทำให้การเข้าถึงพื้นที่ดังกล่าวเป็นไปได้ยากในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ จุดวิกฤตที่น้ำท่วมสูงสุด ซอยสวัสดี ริมถนนมิตรภาพ เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในครั้งนี้ โดยน้ำท่วมขังสูงกว่า 50-60 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระดับที่อันตรายต่อยานพาหนะทุกประเภท รถยนต์ไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้เลย จำเป็นต้องหยุดการใช้เส้นทางนี้ชั่วคราว ปัญหาหลักที่ทำให้เกิดสถานการณ์นี้คือ ระบบระบายน้ำที่ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำที่มากผิดปกติได้ โดยเฉพาะเมื่อมีขยะและเศษใบไม้ที่ไหลมากับน้ำไปอุดตันตะแกรงฝาท่อระบายน้ำ ส่งผลให้น้ำไม่สามารถไหลลงสู่ระบบระบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เจ้าหน้าที่ระดมกำลังแก้ไขปัญหา เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลนครขอนแก่น ได้ระดมกำลังเข้าช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการเก็บเศษขยะที่มากับน้ำและไปอุดตันตะแกรงฝาท่อระบายบนถนนมิตรภาพ … Read more

ออม สุชาร์ จบคดีความ Fleen Beauty ด้วยการซื้อหุ้น 48% ในราคา 25 ล้านบาท หลังไกล่เกลี่ยศาล 9 ชั่วโมง

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 ออม สุชาร์ พร้อมด้วยน้องสาว “อัง” ได้เดินทางมายังศาลแพ่งพระโขนง พร้อมกับทนายติ่ง หม่อมหลวง นำลาภยศ ศรีธวัช และผู้ช่วย เพื่อเข้าร่วมกระบวนการไกล่เกลี่ยกับฝ่ายตรงข้าม กระบวนการไกล่เกลี่ยที่ใช้เวลาถึง 9 ชั่วโมงเต็ม ตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความจำเป็นในการหาข้อยุติที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย ตลอดระยะเวลาการเจรจา ทั้งสองฝ่ายได้มีการปรึกษาหารือกันอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทนายติ่งได้ให้ข้อมูลว่า “เกี่ยวกับคดี ศาลไม่ให้พูดมาก ศาลได้กรุณาทำการไกล่เกลี่ยให้ ใช้เวลาหลายชั่วโมง ตั้งแต่เช้าจนเย็น เป็นคดีที่ฟ้องกันไปฟ้องกันมาหลายคดี เป็นคดีที่เขาฟ้องเพิกถอนการประชุมเปลี่ยนกรรมการออก แต่เราคุยตกลงกันทุกคดี” ผลการไกล่เกลี่ยสรุปได้ว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงแยกย้ายกันด้วยดี โดยแต่ละฝ่ายได้สิ่งที่ต้องการตามความเหมาะสม ข้อตกลงหลักคือ ออม สุชาร์ จะซื้อหุ้น 48% ของพริม ณัฐชา ในแบรนด์ Fleen Beauty ด้วยจำนวนเงิน 25 ล้านบาท ที่มาของข้อพิพาทและการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างหุ้นส่วน ข้อพิพาทครั้งนี้เริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้นของบริษัท ศสา ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ Fleen Beauty ที่มีความเกี่ยวข้องกับออม สุชาร์ในฐานะดาราเซเลบริตี้ … Read more

รวบครูศิลปะหนีคดี กระทำชำเราเด็กหญิง ป.5 หลายครั้ง จนเด็กทนไม่ไหวทำร้ายตนเอง

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมนายสมิท (นามสมมติ) อายุ 49 ปี ข้าราชการครูผู้สอนวิชาศิลปะในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสระแก้ว ตามหมายจับของศาลจังหวัดสระแก้ว ที่ 281/2568 ลงวันที่ 16 กันยายน 2568 ในข้อหากระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี การจับกุมเกิดขึ้น ณ คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในพื้นที่แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ซึ่งผู้ต้องหาได้หลบซ่อนตัวอยู่เป็นเวลาหลายสัปดาห์หลังจากที่คดีถูกเปิดเผยออกมา เจ้าหน้าที่ใช้เวลาในการสืบสวนและติดตามจนสามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนของผู้ต้องหาได้ นายสมิทได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูมาแล้วกว่า 20 ปี มีชื่อเสียงในด้านการสอนศิลปะ และเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ปกครองและนักเรียนในพื้นที่ ทำให้คดีนี้สร้างความตกใจอย่างมากให้กับชุมชนท้องถิน เหตุการณ์ที่นำไปสู่การเปิดเผยคดี เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ในช่วงเวลาเรียนวิชาศิลปะ นักเรียนในห้องเรียนเดียวกับ ด.ญ.เอ (นามสมมติ) ได้สังเกตเห็นพฤติกรรมผิดปกติของเพื่อน โดยพบว่าเธอกำลังใช้ของมีคมพยายามทำร้ายตนเอง จึงรีบแจ้งให้ครูประจำชั้นทราบทันที เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนทำให้ครูประจำชั้นตกใจและกังวลอย่างมาก จึงได้ติดต่อไปยังมารดาของ ด.ญ.เอ เพื่อแจ้งเหตุการณ์และสอบถามเกี่ยวกับสาเหตุที่อาจทำให้เด็กมีพฤติกรรมดังกล่าว ในระหว่างการสนทนา ครูประจำชั้นได้ทราบข้อมูลที่น่าสงสัยจากมารดาของนักเรียน โดยมารดาเล่าว่าเคยเห็นครูสมิทมารับ ด.ญ.เอ บริเวณหมู่บ้านหลายครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติเนื่องจากบ้านของเด็กไม่ได้อยู่ในเส้นทางปกติของครู ข้อมูลที่ได้รับทำให้ครูประจำชั้นรู้สึกสงสัยมากขึ้น จึงได้รายงานเหตุการณ์ให้กับฝ่ายบริหารของโรงเรียนทราบ เพื่อให้มีการดำเนินการสอบสวนในเบื้องต้น การสอบสวนเบื้องต้นในโรงเรียน … Read more