ปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนการพัฒนายาจากทศวรรษเป็นเพียงไม่กี่เดือน

การพัฒนายารักษาโรคเป็นหนึ่งในกระบวนการที่ยากลำบาก มีราคาแพง และใช้เวลานานที่สุดในโลกแห่งวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตั้งแต่การค้นพบสารประกอบใหม่ไปจนถึงการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยในมนุษย์ อาจใช้เวลาตั้งแต่ 10-15 ปี และกินงบประมาณหลายพันล้านบาท แต่ขณะนี้ โลกกำลังเผชิญกับการปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างนี้ไปตลอดกาล นั่นคือการนำปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของระบบสมองกลมาเร่งความเร็วในการพัฒนายาให้เร็วขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ปัญหาใหญ่ที่อุตสาหกรรมยาเผชิญมาตลอด การพัฒนายาตัวใหม่เปรียบเสมือนการเดินทางข้ามทะเลทรายอันกว้างใหญ่โดยไม่มีแผนที่ นักวิจัยต้องทดลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน ก่อนจะพบสารประกอบที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อมนุษย์ ดร. เฮเลน เฉิน ศาสตราจารย์สาขาวิทยาศาสตร์สาธารณสุขจากมหาวิทยาลัยวอเตอร์ลู ประเทศแคนาดา อธิบายว่า “เรามีข้อมูลจำนวนมหาศาลจากการวิจัยทางการแพทย์หลากหลายสาขา แต่ข้อมูลเหล่านั้นซับซ้อนอย่างยิ่ง และมักไม่สมบูรณ์หรือครบถ้วนเท่าที่ควร มันเหมือนมหาสมุทรที่กว้างใหญ่แต่ตื้นเขิน” ปัญหาหลักๆ ที่นักวิจัยเผชิญ ได้แก่: ความซับซ้อนของปฏิกิริยาระหว่างยา: ยาแต่ละตัวอาจมีปฏิกิริยากับโปรตีนนับพันชนิดในร่างกาย การทำนายว่ายาจะมีผลกระทบอย่างไรต่อระบบต่างๆ ของร่างกายนั้นเปรียบเสมือนการแก้ปริศนาที่มีชิ้นส่วนหลายล้านชิ้น ข้อมูลที่กระจัดกระจาย: งานวิจัยทางการแพทย์และเภสัชวิทยาถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลต่างๆ ทั่วโลก บางครั้งข้อมูลขัดแย้งกัน หรือไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้โดยตรง ค่าใช้จ่ายสูงลิ่ว: การทดลองในห้องปฏิบัติการและการทดสอบทางคลินิกต้องใช้งบประมาณมหาศาล หากทดลองผิดพลาด เงินหลายร้อยล้านบาทก็สูญเปล่า เวลาที่ยาวนาน: ในขณะที่คนไข้กำลังรอคอยยารักษา กระบวนการพัฒนาที่ใช้เวลานานอาจทำให้หลายชีวิตพลาดโอกาสการรักษา การปฏิวัติด้วยการเรียนรู้ของระบบสมองกล ทีมวิจัยสหสาขาวิชาจากมหาวิทยาลัยวอเตอร์ลู ได้พัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลการวิจัยด้านเภสัชกรรมจำนวนมหาศาล แล้วทำนายคุณสมบัติและปฏิกิริยาของยาได้อย่างแม่นยำ การทำงานของระบบนี้เป็นการผสมผสานความเชี่ยวชาญจากสามสาขาวิชาที่สำคัญ ได้แก่ วิทยาการคอมพิวเตอร์ คณิตศาสตร์ประยุกต์ และวิทยาศาสตร์การแพทย์ บิง หู … Read more