ทำไม AI ถึงล้มเหลวในมือนักการตลาดระดับโลก และคุณจะไม่ตกหลุมพรางเดิมอีกต่อไป

  ลองจินตนาการว่าคุณเพิ่งอนุมัติงบประมาณก้อนใหญ่เพื่อติดตั้งเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์เข้าไปในแผนกการสื่อสารการตลาดของบริษัท ทีมงานตื่นเต้น กราฟการใช้งานพุ่งสูง เนื้อหาออกมาเร็วขึ้นสองเท่า และฝ่ายบริหารพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม แต่พอถึงปลายไตรมาส ตัวเลขที่แท้จริงกลับไม่ขยับ ยอดขายเท่าเดิม ต้นทุนต่อการได้ลูกค้าหนึ่งรายไม่ลดลง อัตราการรักษาลูกค้าไม่ดีขึ้น เรื่องนี้ไม่ใช่สถานการณ์สมมติ แต่คือความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นในองค์กรชั้นนำทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ เมื่อนักการตลาดระดับสูงพูดความจริง Tejas Manohar ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอร่วมของบริษัท Hightouch ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับผู้นำฝ่ายการตลาดมาตลอดหลายปี เผยว่าเขาได้พูดคุยกับผู้นำด้านการสื่อสารการตลาดหลายร้อยคนในช่วงปีที่ผ่านมา และสิ่งที่ได้ยินซ้ำๆ กันคือ แทบทุกองค์กรกำลังทดสอบปัญญาประดิษฐ์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเนื้อหา การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย หรือการเพิ่มประสิทธิภาพแคมเปญ มองจากภายนอก อัตราการรับเอาเทคโนโลยีนี้ไปใช้ดูสูงมาก และโมเมนตัมก็ดูแข็งแกร่ง แต่เมื่อถามคำถามตรงๆ เกี่ยวกับผลลัพธ์ บรรยากาศก็เปลี่ยนไป ผู้นำด้านการตลาดน้อยคนมากที่บอกว่าเห็นผลกระทบที่สม่ำเสมอและมีความหมายต่อประสิทธิภาพการทำงาน สถิติจากสถาบันวิจัยชั้นนำยืนยันภาพนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น แม้ว่าร้อยละ 70 ของประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO) จะระบุว่าการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์เป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับปี 2026 แต่มีเพียงร้อยละ 30 เท่านั้นที่รายงานว่าตนมีความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์ในระดับที่พัฒนาเต็มที่หรือเกือบเต็มที่ และที่น่าสะเทือนใจยิ่งกว่านั้น งานวิจัยจาก MIT ที่ศึกษาการนำปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ไปใช้ในองค์กรกว่า 300 แห่ง พบว่า ร้อยละ 95 ของโครงการลักษณะนี้ไม่สร้างผลกระทบต่อผลกำไรและขาดทุนของบริษัทเลย ทั้ง RAND … Read more

ปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนการพัฒนายาจากทศวรรษเป็นเพียงไม่กี่เดือน

การพัฒนายารักษาโรคเป็นหนึ่งในกระบวนการที่ยากลำบาก มีราคาแพง และใช้เวลานานที่สุดในโลกแห่งวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตั้งแต่การค้นพบสารประกอบใหม่ไปจนถึงการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยในมนุษย์ อาจใช้เวลาตั้งแต่ 10-15 ปี และกินงบประมาณหลายพันล้านบาท แต่ขณะนี้ โลกกำลังเผชิญกับการปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างนี้ไปตลอดกาล นั่นคือการนำปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของระบบสมองกลมาเร่งความเร็วในการพัฒนายาให้เร็วขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ปัญหาใหญ่ที่อุตสาหกรรมยาเผชิญมาตลอด การพัฒนายาตัวใหม่เปรียบเสมือนการเดินทางข้ามทะเลทรายอันกว้างใหญ่โดยไม่มีแผนที่ นักวิจัยต้องทดลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน ก่อนจะพบสารประกอบที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อมนุษย์ ดร. เฮเลน เฉิน ศาสตราจารย์สาขาวิทยาศาสตร์สาธารณสุขจากมหาวิทยาลัยวอเตอร์ลู ประเทศแคนาดา อธิบายว่า “เรามีข้อมูลจำนวนมหาศาลจากการวิจัยทางการแพทย์หลากหลายสาขา แต่ข้อมูลเหล่านั้นซับซ้อนอย่างยิ่ง และมักไม่สมบูรณ์หรือครบถ้วนเท่าที่ควร มันเหมือนมหาสมุทรที่กว้างใหญ่แต่ตื้นเขิน” ปัญหาหลักๆ ที่นักวิจัยเผชิญ ได้แก่: ความซับซ้อนของปฏิกิริยาระหว่างยา: ยาแต่ละตัวอาจมีปฏิกิริยากับโปรตีนนับพันชนิดในร่างกาย การทำนายว่ายาจะมีผลกระทบอย่างไรต่อระบบต่างๆ ของร่างกายนั้นเปรียบเสมือนการแก้ปริศนาที่มีชิ้นส่วนหลายล้านชิ้น ข้อมูลที่กระจัดกระจาย: งานวิจัยทางการแพทย์และเภสัชวิทยาถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลต่างๆ ทั่วโลก บางครั้งข้อมูลขัดแย้งกัน หรือไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้โดยตรง ค่าใช้จ่ายสูงลิ่ว: การทดลองในห้องปฏิบัติการและการทดสอบทางคลินิกต้องใช้งบประมาณมหาศาล หากทดลองผิดพลาด เงินหลายร้อยล้านบาทก็สูญเปล่า เวลาที่ยาวนาน: ในขณะที่คนไข้กำลังรอคอยยารักษา กระบวนการพัฒนาที่ใช้เวลานานอาจทำให้หลายชีวิตพลาดโอกาสการรักษา การปฏิวัติด้วยการเรียนรู้ของระบบสมองกล ทีมวิจัยสหสาขาวิชาจากมหาวิทยาลัยวอเตอร์ลู ได้พัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลการวิจัยด้านเภสัชกรรมจำนวนมหาศาล แล้วทำนายคุณสมบัติและปฏิกิริยาของยาได้อย่างแม่นยำ การทำงานของระบบนี้เป็นการผสมผสานความเชี่ยวชาญจากสามสาขาวิชาที่สำคัญ ได้แก่ วิทยาการคอมพิวเตอร์ คณิตศาสตร์ประยุกต์ และวิทยาศาสตร์การแพทย์ บิง หู … Read more