รวบครูหนุ่ม ลวนลามเด็กนักเรียนหญิง “อุ้มนั่งตัก เอามือแหย่อวัยวะเพศ” เหยื่อ 3 คน เผยถูกกระทำมาตั้งแต่ชั้น ป.1

25 สิงหาคม 2568 – เจ้าหน้าที่ตำรวงสถานีตำรวจนครบาลหนองแคได้ดำเนินการจับกุมครูอัตราจ้างสอนภาษาอังกฤษ วัย 30 ปี ในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 3 คน โดยมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรีเข้ามาช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียหายให้ได้รับความเป็นธรรม

เปิดเผยรายละเอียดการกระทำผิด

นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา มีผู้ปกครองจำนวน 3 ครอบครัวเดินทางจากจังหวัดสระบุรีมาร้องเรียนกรณีลูกสาววัย 7 ขวบทั้ง 3 คน ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ห้องเดียวกันในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี ถูกครูอัตราจ้างสอนวิชาภาษาอังกฤษล่วงละเมิดทางเพศ

จากการสอบสวน พบว่าผู้ต้องหาที่ระบุชื่อว่า นาย ก. (นามสมมติ) อายุ 30 ปี ได้กระทำการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กนักเรียนหญิงทั้ง 3 คนในห้องพักครูช่วงเวลาพักกลางวัน โดยอาศัยโอกาสที่ครูคนอื่นๆ ออกไปรับประทานอาหารกลางวันข้างนอกโรงเรียนจนไม่มีผู้ใดอยู่ในบริเวณใกล้เคียง

รูปแบบการกระทำและระยะเวลาที่เกิดเหตุ

ตามคำให้การของเด็กผู้เสียหาย ผู้ต้องหาจะเรียกเด็กนักเรียนเข้าไปในห้องพักครูแล้วให้นั่งบนตัก จากนั้นจะกระทำการกอดจูบและลูบคลำร่างกายในส่วนต่างๆ รวมถึงการใช้นิ้วแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศของเด็ก หลังจากกระทำการดังกล่าวแล้ว ผู้ต้องหาจะสั่งห้ามเด็กไม่ให้ไปบอกผู้ใดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

การกระทำดังกล่าวได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานถึง 1 ปี โดยเริ่มตั้งแต่เด็กเรียนอยู่ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และครั้งล่าสุดที่มีการกระทำคือเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กกำลังเรียนอยู่ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 2

กระบวนการเปิดเผยเหตุการณ์

แม่ของเด็กผู้เสียหายคนหนึ่งซึ่งระบุตัวเป็น แม่ของ ด.ญ.เอ (นามสมมติ) เล่าให้ฟังว่า ตอนแรกลูกสาวไม่กล้าเล่าให้ผู้ปกครองฟัง แต่เหตุการณ์ถูกเปิดเผยเมื่อมีนักเรียนรุ่นพี่ในโรงเรียนพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ จนผู้ปกครองได้ยินและมาสอบถามลูกสาวจึงทราบความจริง

หลังจากที่ทราบเหตุการณ์แล้ว ผู้ปกครองทั้ง 3 ครอบครัวได้เข้าพบผู้อำนวยการโรงเรียนเพื่อแจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งในการพบปะครั้งนี้ ผู้ปกครองได้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่าผู้ต้องหาเคยมีประวัติการล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียนหญิงในโรงเรียนอื่นมาก่อน แต่เนื่องจากมีการไกล่เกลี่ยในเบื้องต้น จึงไม่ได้มีการดำเนินคดีตามกฎหมาย

การดำเนินการของทางโรงเรียน

หลังจากได้รับการแจ้งเหตุจากผู้ปกครอง ผู้อำนวยการโรงเรียนได้มีคำสั่งให้ย้าย นาย ก. ไปช่วยงานในส่วนอื่นของโรงเรียน และได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายในเพื่อดำเนินการตามระเบียบและข้อบังคับของทางราชการ

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของทางโรงเรียนยังไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากผู้ปกครองต้องการให้มีการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เดียวกันเกิดขึ้นกับเด็กคนอื่นๆ ในอนาคต

การแจ้งความและการตรวจร่างกาย

ภายหลังจากการพบปะกับทางโรงเรียน ผู้ปกครองทั้ง 3 ครอบครัวได้นำลูกสาวไปแจ้งความที่สถานีตำรวจนครบาลหนองแค จังหวัดสระบุรี โดยเจ้าหน้าที่ตำรวงได้ดำเนินการส่งเด็กผู้เสียหายทั้ง 3 คนไปรับการตรวจร่างกายจากแพทย์เพื่อหาหลักฐานทางการแพทย์

ผลการตรวจร่างกายจากแพทย์พบหลักฐานสำคัญ คือ มีรอยฉีกขาดใหม่บริเวณเยื่อพรหมจรรย์ของเด็กผู้เสียหายทั้ง 3 คน ซึ่งเป็นหลักฐานทางการแพทย์ที่ชี้ให้เห็นว่าเด็กได้รับการล่วงละเมิดทางเพศจริง และการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกับการตรวจร่างกาย

การขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิ

เนื่องจากผู้ปกครองมีความกังวลว่าอาจไม่ได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม และต้องการให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม จึงได้เดินทางมาขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เพื่อให้ติดตามคดีและให้คำปรึกษาตลอดกระบวนการ

นางปวีณา หงสกุล ได้รับเรื่องร้องเรียนและดำเนินการประสานงานกับ พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ แสนวงศ์สิริ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลหนองแค เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีและให้การสนับสนุนแก่ครอบครัวผู้เสียหาย

กระบวนการสอบสวนและการจับกุม

หลังจากได้รับการประสานงานจากมูลนิธิ เจ้าหน้าที่ตำรวงได้นัดหมายให้ผู้ปกครองและเด็กผู้เสียหายทั้ง 3 คนมาให้การกับทีมสหวิชาชีพ ซึ่งประกอบด้วยนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และเจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญในการสอบปากคำเด็กผู้เสียหาย

การให้การกับทีมสหวิชาชีพได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน โดยเด็กผู้เสียหายสามารถเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างละเอียดและสอดคล้องกัน ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้ครบถ้วนและเพียงพอต่อการดำเนินคดี

พนักงานสอบสวนจึงได้ออกหมายจับ นาย ก. ในข้อหาอนาจารเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี และข้อหาพรากเด็กไปเพื่อกระทำอนาจาร ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษทางอาญาอย่างหนัก

การจับกุมและการดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลหนองแคได้ดำเนินการจับกุม นาย ก. ได้สำเร็จและได้คุมตัวมาสอบสวนที่สถานีตำรวจ โดยกำหนดจะนำตัวผู้ต้องหาส่งศาลในวันที่ 26 สิงหาคม 2568

นางปวีณา หงสกุล ระบุว่า มูลนิธิจะคัดค้านการประกันตัวของผู้ต้องหา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการข่มขู่พยานหรือการหลบหนีคดี และเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างเหมาะสม

การดูแลและฟื้นฟูเด็กผู้เสียหาย

นอกจากการติดตามคดีแล้ว มูลนิธิปวีณาหงสกุลยังได้วางแผนการดูแลและฟื้นฟูสภาพจิตใจของเด็กผู้เสียหายทั้ง 3 คน โดยจะประสานงานกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

ดร.ธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และดร.ตฤณ ก้านดอกไม้ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ. เพื่อดำเนินการย้ายโรงเรียนตามความประสงค์ของผู้ปกครองทั้ง 3 ครอบครัว เนื่องจากเด็กและผู้ปกครองไม่ต้องการให้เด็กกลับไปเรียนที่โรงเรียนเดิม

นอกจากนี้ยังจะประสานงานกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เพื่อให้เด็กผู้เสียหายได้รับเงินเยียวยาตามที่กฎหมายกำหนด

การดูแลและติดตามระยะยาว

มูลนิธิปวีณาหงสกุลจะประสานงานกับนางสาวศิริพร โรจนสุกาญจน์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสระบุรี และนายปภาวิน พื้นชมภู หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสระบุรี เพื่อดำเนินการเยี่ยมบ้านและให้การช่วยเหลือเด็กผู้เสียหายในระยะยาว

การดูแลสภาพจิตใจของเด็กผู้เสียหายจะดำเนินการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กและนักสังคมสงเคราะห์ เพื่อให้เด็กสามารถผ่านพ้นวิกฤตและดำเนินชีวิตได้อย่างปกติต่อไป

ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับระบบการศึกษา

คดีนี้เป็นการเตือนสติแก่ระบบการศึกษาไทยเกี่ยวกับความจำเป็นในการตรวจสอบประวัติและความประพฤติของครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างละเอียดก่อนการบรรจุแต่งตั้ง โดยเฉพาะกรณีการย้ายสถานที่ปฏิบัติงาน

การที่ผู้ต้องหาเคยมีประวัติการกระทำผิดในลักษณะเดียวกันที่โรงเรียนเดิม แต่ไม่ได้รับการดำเนินคดีเนื่องจากการไกล่เกลี่ย ส่งผลให้ผู้กระทำผิดได้โอกาสย้ายไปกระทำผิดซ้ำในสถานที่ใหม่ ซึ่งเป็นช่องโหว่ในระบบที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วน

มาตรการป้องกันในอนาคต

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาจัดทำมาตรการป้องกันเพิ่มเติม ดังนี้

การตรวจสอบประวัติ – ควรมีระบบตรวจสอบประวัติอาญาและการกระทำผิดทางวินัยของบุคลากรทางการศึกษาอย่างเข้มงวดก่อนการบรรจุแต่งตั้งหรือการโอนย้าย

การฝึกอบรมเด็ก – ควรจัดให้มีการฝึกอบรมเด็กเกี่ยวกับการป้องกันตนเองจากการล่วงละเมิดทางเพศ รวมถึงการสร้างความเข้าใจว่าเมื่อไหร่ควรขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่

ระบบรายงานและติดตาม – ควรมีระบบรายงานเหตุการณ์ผิดปกติที่มีประสิทธิภาพและมีการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ

การกำกับดูแล – ควรเพิ่มมาตรการกำกับดูแลในพื้นที่เสี่ยง เช่น ห้องพักครู และช่วงเวลาที่มีครูอยู่คนเดียวกับนักเรียน

บทสรุป

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการป้องกันและคุ้มครองเด็กในสถานศึกษา และความจำเป็นในการมีระบบติดตามตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ การดำเนินคดีครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการลงโทษผู้กระทำผิด แต่ยังเป็นการสร้างแบบอย่างที่ดีให้กับระบบยุติธรรมและระบบการศึกษา

ความร่วมมือระหว่างผู้ปกครอง หน่วยงานราชการ องค์กรพัฒนาเอกชน และระบบยุติธรรม ถือเป็นกลไกสำคัญในการให้ความช่วยเหลือเด็กผู้เสียหายและป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เดียวกันเกิดขึ้นซ้ำในอนาคต

การติดตามคดีนี้จะเป็นตัวอย่างสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นของสังคมต่อระบบยุติธรรม และเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าการล่วงละเมิดเด็กจะไม่ได้รับการยอมรับในสังคมไทยไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น