ว่าที่รัฐมนตรีคนใหม่เผยเคล็ดลับการฝ่าวิกฤติและสร้างโอกาสจากทุกปัญหา ด้วยหลักการบริหารงานที่พิสูจน์แล้วเป็นเวลากว่า 30 ปี
ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การมีผู้นำที่สามารถปรับตัวและนำพาองค์กรฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ถือเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่ง คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนล่าสุด และแม่ทัพใหญ่ของเครือดุสิตธานี ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการบริหารงานด้วยปรัชญา “ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง 100% แล้วค่อยลงมือทำ แต่ต้องทำเต็ม 100% ในสิ่งที่รู้” สามารถนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน
ด้วยประสบการณ์การทำงานมากกว่า 30 ปี คุณศุภจีได้สะสมบทเรียนและสร้างแนวทางการบริหารงานที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะการมองปัญหาเป็นโอกาสและการใช้พลังร่วมของทีมงานในการแก้ไขวิกฤติต่าง ๆ ที่เข้ามา
การเปลี่ยนผ่านจาก “ปัญหา” สู่ “โอกาส” ในมุมมองของผู้บริหาร
สิ่งหึ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการทุกคนต้องเผชิญหน้าเมื่อเริ่มต้นทำธุรกิจคือ “การเผชิญหน้ากับปัญหา” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปฏิกิริยาธรรมชาติของคนส่วนใหญ่เมื่อเจอปัญหาคือการหันหลังวิ่งหนี เพราะมองว่าปัญหาคือวิกฤติที่อาจทำให้ธุรกิจต้องหยุดชะงักหรือล้มเหลว
แต่สำหรับนักธุรกิจระดับเซียนอย่างคุณศุภจี กลับมีมุมมองที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เธอเชื่อมั่นว่า “ปัญหา” คือ “โอกาส” ของการเรียนรู้และพัฒนาให้องค์กรก้าวไปข้างหน้าด้วยแรงขับเคลื่อนและความแข็งแกร่งที่เพิ่มมากขึ้น การมองปัญหาในแง่บวกนี้ไม่ใช่เพียงแค่การคิดบวกเปล่า ๆ แต่เป็นกระบวนการคิดเชิงกลยุทธ์ที่มีรากฐานมาจากประสบการณ์จริง
คุณศุภจีได้พิสูจน์มาแล้วตลอดการดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในเครือดุสิตธานีว่า ทุกปัญหาของธุรกิจย่อมมีทางออกเสมอ และทางออกเหล่านั้นจะนำไปสู่ก้าวต่อไปที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค หรือแม้กระทั่งการรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดคิดอย่างการระบาดของโควิด-19
การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มองปัญหาเป็นโอกาสนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยการสื่อสารที่ชัดเจน การสร้างความเข้าใจร่วมกัน และที่สำคัญคือการแสดงตัวอย่างจากผู้นำเองเป็นอันดับแรก เมื่อพนักงานเห็นว่าผู้บริหารสามารถเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสได้จริง พวกเขาก็จะเริ่มเปลี่ยนมุมมองและร่วมกันสร้างสรรค์วิธีแก้ปัญหาใหม่ ๆ
พลังแห่งการทำงานเป็นทีม: กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ
หนึ่งในข้อเท็จจริงสำคัญที่คุณศุภจีเน้นย้ำเสมอคือ กุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาไม่ได้มาจากตัวผู้บริหารเพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะแรงของคนเดียวไม่สามารถทำให้วิกฤติตรงหน้ากลายเป็นโอกาสได้ในทันที ดังนั้นกุญแจแห่งความสำเร็จจึงมาจากฟันเฟืองชิ้นสำคัญ นั่นคือการทำงานร่วมกันระหว่างผู้บริหารและพนักงานทุกระดับ
ปรัชญาการทำงานของคุณศุภจีที่ผู้บริหารหรือผู้ประกอบการทุกคนควรเรียนรู้และนำไปปรับใช้คือ “เราไม่ต้องรู้ร้อยเปอร์เซ็นต์ในสิ่งที่ทำ แต่ทำร้อยเปอร์เซ็นต์ในสิ่งที่รู้” การเคารพความคิดเห็นของทุกคน และการแสดงให้คนในองค์กรเห็นถึงความสามารถที่แท้จริงของตนเอง
แนวคิดนี้ท้าทายความเชื่อแบบเดิม ๆ ที่ว่าผู้บริหารต้องรู้ทุกเรื่องก่อนจึงจะสามารถตัดสินใจได้ ในทางตรงกันข้าม คุณศุภจีเชื่อว่าการยอมรับข้อจำกัดของตนเองและการใช้ประโยชน์จากความรู้ความสามารถของทีมงาน จะนำไปสู่การตัดสินใจที่ดีกว่าและการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากกว่า
การสร้างสภาพแวดล้อมที่ทุกคนรู้สึกว่าความคิดเห็นของตนมีคุณค่าและถูกรับฟัง เป็นรากฐานสำคัญของการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม เมื่อพนักงานรู้สึกว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ พวกเขาจะมีความผูกพันต่อองค์กรมากขึ้น และเต็มใจที่จะอุทิศความพยายามเพื่อความสำเร็จร่วมกัน
บทเรียนจากการบริหารจัดการในช่วงวิกฤติโควิด-19
การให้ทุกคนมีส่วนร่วมในความคิด: จะผ่านวิกฤติไปได้ง่ายกว่าการทำคนเดียว
ช่วงที่ธุรกิจในเครือดุสิตธานีกำลังเผชิญกับวิกฤติครั้งใหญ่จากการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้รายได้ลดลงอย่างมากและธุรกิจการบริการต้องปิดกิจการชั่วคราว คุณศุภจีได้นำหลักการบริหารงานแบบมีส่วนร่วมมาใช้อย่างเต็มที่ สิ่งที่ทำให้องค์กรสามารถฝ่าฟันมรสุมครั้งนี้ไปได้คือ “การใช้พลังทางความคิดของทุกคนในองค์กร”
คุณศุภจีเชื่อมั่นว่าการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดคือ “การทำให้คนในองค์กรมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหากับเรา” ไม่ใช่การสั่งการจากบนลงล่างแบบเดิม ๆ ในขณะที่หลายองค์กรเลือกที่จะลดพนักงานหรือตัดค่าใช้จ่ายลง คุณศุภจีกลับเลือกที่จะขอความร่วมมือจากพนักงานในการหาทางออกร่วมกัน
การสื่อสารในครั้งนั้นเป็นการสื่อสารตรงไปยังพนักงานทุกคนโดยไม่ผ่านผู้บริหารระดับกลาง คุณศุภจีได้เปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมกันเสนอแนวทางแก้ไขในสามประเด็นหลัก ได้แก่ จะทำอย่างไรให้องค์กรมีรายได้เพิ่มขึ้น จะทำอย่างไรให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และจะมีส่วนร่วมกับสังคมมากกว่านี้ได้อย่างไร
ผลจากการประชุมครั้งนั้นทำให้คุณศุภจีได้รับไอเดียมากกว่าหลักพันไอเดีย แม้ว่าเธอจะมีประสบการณ์ในการแก้ปัญหามามากมาย แต่บางไอเดียที่ได้รับจากพนักงานนั้น แม้แต่คุณศุภจีเองก็ยังคิดไม่ถึง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลังของสติปัญญารวมและความสำคัญของการเปิดใจรับฟังความคิดเห็นจากทุกระดับ
การมีส่วนร่วมของพนักงานในการแก้ปัญหาไม่เพียงแต่ช่วยให้ได้แนวทางแก้ไขที่หลากหลายและสร้างสรรค์มากขึ้น แต่ยังช่วยสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและความผูกพันต่อองค์กร เมื่อพนักงานรู้สึกว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา พวกเขาจะมีแรงจูงใจมากขึ้นในการทำงานและยินดีที่จะเสียสละเพื่อองค์กร
หลักการสำคัญในการบริหารงานสมัยใหม่
รู้ตัวเอง รู้ตลาด รู้จังหวะ: ยอมรับในตัวเอง อย่าหยุดที่จะหาความรู้
คุณศุภจีเน้นว่าสิ่งแรกที่ผู้บริหารควรรับรู้ก่อนจะลงมือทำธุรกิจคือ “ยอมรับความไม่เก่งของตัวเอง” หรือ “รู้ตัวเอง” ว่าตัวเองไม่เก่งอะไร มีจุดอ่อนตรงไหน การเป็น CEO หรือเป็นเจ้าของธุรกิจไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่าง รู้ทุกเรื่องก็ได้ ให้ทำในสิ่งที่ถนัดแล้วจ้างคนที่เก่งเข้ามาปิดจุดอ่อนของตัวเอง
การรู้ตัวเองนี้ไม่ใช่การดูถูกตนเอง แต่เป็นการมีสติปัญญาในการประเมินความสามารถอย่างสมจริง ผู้บริหารที่ดีต้องรู้ว่าตนเองเก่งในด้านใด และควรมอบหมายงานในด้านที่ตนไม่เก่งให้คนอื่นที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ ทำแทน การยอมรับข้อจำกัดของตนเองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างทีมงานที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ
“รู้ตลาด รู้ลูกค้า รู้ความต้องการ” เป็นหลักการสำคัญอีกข้อหนึ่ง เมื่อทำธุรกิจไม่ว่าจะขายสินค้าหรือบริการ สิ่งสำคัญคือการรู้ว่าลูกค้าของตัวเองคืออะไร เพราะสิ่งที่คนทำธุรกิจขายจริง ๆ ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองอยากขาย แต่เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการต่างหาก รวมถึงการมองเห็นคู่แข่งทางการตลาดว่าคือใคร มีจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไร
การเข้าใจตลาดและลูกค้าอย่างลึกซึ้งต้องอาศัยการศึกษาข้อมูล การสำรวจความคิดเห็น และการติดตามแนวโน้มอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การคาดเดาหรือการใช้ประสบการณ์เก่า ๆ เพียงอย่างเดียว ตลาดและความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผู้บริหารที่ดีต้องสามารถปรับตัวและเข้าใจการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้
“รู้จังหวะ รู้ตัวว่าเมื่อไหร่ควรหยุด เมื่อไหร่ควรเร่ง” คุณศุภจีเปรียบเทียบว่า เมื่อคนทำธุรกิจเจอมรสุม บางคนอาจสร้างกำแพงเพื่อป้องกันตัวเอง แต่สำหรับบางคนอาจสร้างกังหันลมเพื่อรอเวลาลมมา จะได้ก้าวไปข้างหน้าต่อ สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเร่ง หรือผ่อน เดินหน้าหรือถอยหลัง เพื่อทำให้ไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น
การรู้จังหวะเป็นศิลปะของการบริหารงานที่ต้องอาศัยประสบการณ์และการสังเกตอย่างละเอียด ไม่ใช่ทุกเวลาที่เหมาะสมกับการขยายธุรกิจ และไม่ใช่ทุกสถานการณ์ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง การรู้จังหวะที่เหมาะสมจะช่วยให้องค์กรสามารถใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว
Hope for the best, but prepare for the worst: เตรียมตัวรับมือกับปัญหา เมื่อมาถึงจะแก้ไขทัน
คำคมภาษาอังกฤษที่คุณศุภจีชื่นชอบและนำมาใช้เป็นหลักการบริหารงานคือ “Hope for the best, but prepare for the worst” หมายถึงการมีความหวังในสิ่งที่ดีที่สุด แต่เตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่เลวร้ายที่สุดด้วย
ทุกธุรกิจย่อมเจอปัญหาหรือวิกฤติ แต่สำหรับการเตรียมตัวของคุณศุภจีคือการคิดถึงสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น เพื่อเตรียมตัวรับมือให้พร้อม แต่ก็ต้องมีความหวังไว้เสมอ เพราะทุกปัญหา หากแก้ไขได้แล้ว มันก็ย่อมมีสิ่งดี ๆ ที่ตามมาเสมอเช่นกัน
การเตรียมรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายไม่ใช่การคิดในแง่ลบ แต่เป็นการวางแผนเชิงกลยุทธ์ เป็นการสร้างแผนสำรองหรือ Plan B สำหรับกรณีที่สิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง การมีแผนสำรองจะช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองต่อวิกฤติได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
หัวใจหลักของความสำเร็จในแนวคิดของคุณศุภจีคือ “Win small but win often” ไม่จำเป็นต้องชนะแบบยิ่งใหญ่ แต่ชนะเพียงแค่เล็ก ๆ แต่ชนะบ่อย ๆ ก็เพียงพอแล้ว หลักการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับธรรมชาติของการทำธุรกิจ ที่ความสำเร็จที่ยั่งยืนมักมาจากการสะสมความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างต่อเนื่อง มากกว่าการเดิมพันทั้งหมดเพื่อความสำเร็จครั้งใหญ่
การชนะเล็ก ๆ แต่บ่อย ๆ ยังช่วยสร้างความมั่นใจและโมเมนตัมให้กับทีมงาน เมื่อคนในองค์กรเห็นผลสำเร็จอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ พวกเขาจะมีกำลังใจและแรงบันดาลใจในการทำงานต่อไป ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จที่ใหญ่กว่าในระยะยาว
การประเมินความเสี่ยงและความรับผิดชอบ
หากอยากสร้างธุรกิจที่เดินไปข้างหน้าได้อย่างสวยงาม คุณศุภจีเน้นว่าจำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงให้รอบคอบ ศึกษาทำความเข้าใจทางเลือกให้ดี และตระหนักรู้กับความผิดชอบของตัวเองอยู่เสมอ
การประเมินความเสี่ยงไม่ใช่การหาเหตุผลมาหลีกเลี่ยงการลงทุนหรือการขยายธุรกิจ แต่เป็นการทำความเข้าใจถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ทั้งในด้านบวกและด้านลบ เพื่อที่จะสามารถเตรียมรับมือและวางแผนได้อย่างเหมาะสม
การศึกษาทางเลือกอย่างละเอียดหมายถึงการไม่ยึดติดกับแนวทางเดียว แต่เปิดใจรับฟังและพิจารณาทางเลือกอื่น ๆ ที่อาจจะดีกว่า การมีทางเลือกหลายทางจะช่วยให้การตัดสินใจมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และสามารถปรับเปลี่ยนไได้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
ความรับผิดชอบที่คุณศุภจีพูดถึงไม่ใช่เพียงแค่ความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของธุรกิจเท่านั้น แต่รวมถึงความรับผิดชอบต่อพนักงาน ลูกค้า ชุมชน และสังคมโดยรวมด้วย การตระหนักถึงความรับผิดชอบที่กว้างไกลนี้จะช่วยให้การตัดสินใจทางธุรกิจมีมิติที่ครบถ้วนและยั่งยืนมากขึ้น
บทสรุป: มรดกทางความคิดสู่คนรุ่นใหม่
ประสบการณ์และปรัชญาการบริหารงานของคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ตลอดระยะเวลามากกว่า 30 ปี ได้สร้างบทเรียนและคีย์แห่งความสำเร็จที่มีค่ายิ่งสำหรับผู้ประกอบการและผู้บริหารรุ่นใหม่ การที่เธอได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นการยืนยันถึงความสามารถและวิสัยทัศน์ในการบริหารงานที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว
หลักการสำคัญที่ผู้บริหารทุกคนควรเรียนรู้จากคุณศุภจีคือ การมองปัญหาเป็นโอกาส การใช้พลังของทีมงานในการแก้ไขปัญหา การรู้จักตัวเองและยอมรับข้อจำกัด การเข้าใจตลาดและลูกค้าอย่างลึกซึ้ง การรู้จังหวะที่เหมาะสม การเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤติ และการมุ่งเน้นความสำเร็จเล็ก ๆ แต่ต่อเนื่อง
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ทฤษฎีหรือแนวคิดเท่านั้น แต่เป็นหลักการที่ได้รับการทดสอบและพิสูจน์ในโลกธุรกิจจริง การนำหลักการเหล่านี้ไปปรับใช้อย่างสร้างสรรค์จะช่วยให้องค์กรสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างคุณค่าให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง
การย้ายจากภาคเอกชนมาสู่การรับใช้ประเทศในภาครัฐของคุณศุภจี จะเป็นการทดสอบความสามารถในการนำประสบการณ์และหลักการบริหารงานที่ประสบความสำเร็จมาประยุกต์ใช้ในระดับประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาภาคพาณิชย์และเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว
หากใครอยากเป็นผู้บริหารที่เก่ง ก็ต้องเรียนรู้จากคนที่เก่งและได้รับการพิสูจน์แล้วว่าวิธีการเหล่านี้สามารถทำให้สำเร็จได้จริง คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำที่ไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จในธุรกิจเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจและถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ