การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทยมาพร้อมกับความท้าทายด้านความปลอดภัยออนไลน์ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล เร่งหารือแนวทางใหม่ในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มเสี่ยงสูง หลังจากข้อมูลเผยให้เห็นถึงสถานการณ์การฉ้อโกงออนไลน์ที่ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์ภัยออนไลน์เพิ่มสูงต่อเนื่อง ยอดความเสียหายทะลุ 1.7 หมื่นล้านบาท
ข้อมูลจากศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 1212 ETDA เผยให้เห็นภาพความรุนแรงของปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ในประเทศไทย โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 (มกราคม-มิถุนายน) มีเรื่องร้องเรียนออนไลน์เข้ามาทั้งสิ้น 20,608 เรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปัญหาเกี่ยวกับการซื้อขายออนไลน์ การฉ้อโกง การซื้อของไม่ได้รับสินค้า หรือได้รับสินค้าไม่ตรงตามที่โฆษณา รวมไปถึงเว็บไซต์พนันออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย
ตัวเลขที่น่าตกใจมากยิ่งขึ้นมาจากข้อมูลของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ที่รายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 14 สิงหาคม 2568 มีการแจ้งความคดีอาชญากรรมไซเบอร์จำนวน 207,161 คดี โดยมีมูลค่าความเสียหายสะสมรวมกันสูงถึง 17,700,683,375 บาท หรือกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท
ประเภทคดีที่พบบ่อยที่สุดได้แก่ การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการผ่านช่องทางออนไลน์โดยไม่ส่งสินค้าให้ผู้ซื้อหรือส่งสินค้าที่ไม่ตรงตามที่โฆษณา การหลอกลวงให้โอนเงินผ่านการลงทุนปลอมหรือการทำงานหารายได้พิเศษ และการฉ้อโกงหรือหลอกลวงให้กู้เงิน
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าภัยออนไลน์ในปัจจุบันมีทั้งความถี่และความรุนแรงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนต้องเผชิญกับความเสียหายทางการเงินและจิตใจอย่างมากมาย
ETDA เปิดเวทีหารือร่วมกับ 10 หน่วยงานรัฐ กำหนดทิศทางการกำกับดูแลใหม่
เมื่อเร็วๆ นี้ ETDA ได้เปิดเวทีสำคัญเพื่อเชิญคณะกรรมการร่วมจากหน่วयงานของรัฐกว่า 10 หน่วยงาน มาร่วมกันหารือและกำหนดทิศทางการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น
หน่วยงานที่เข้าร่วมประกอบด้วย กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงแรงงาน และสำนักงานอัยการสูงสุด
การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อถอดบทเรียนจากปัญหาที่เกิดขึ้น ระบุช่องโหว่ที่ยังมีอยู่ และกำหนดทิศทางการกำกับดูแลแพลตฟอร์มอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การกำกับ จาก ‘ความร่วมมือ’ สู่ ‘การบังคับใช้กฎหมาย’
ผลลัพธ์สำคัญจากการหารือครั้งนี้ คือข้อเสนอให้เร่งสร้างการรับรู้ถึงบทบาทของกฎหมาย Digital Platform Services (DPS) โดยปรับเปลี่ยนแนวทางจากเดิมที่มุ่งเน้น “ขอความร่วมมือโดยอาศัยความสมัครใจ” ไปสู่การ “บังคับใช้กฎหมายที่แพลตฟอร์มดิจิทัลต้องมีหน้าที่ปฏิบัติตาม”
การปรับเปลี่ยนนี้มุ่งเน้นไปที่กลุ่มแพลตฟอร์มที่มีความเสี่ยงสูงตามมาตรา 18 (2) ซึ่งหมายถึงแพลตฟอร์มที่มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางการเงินและความน่าเชื่อถือของระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณชนในระดับสูง
แพลตฟอร์มเหล่านี้จะต้องมีหน้าที่เพิ่มเติมในการดูแลความโปร่งใสและความปลอดภัยของบริการตามมาตรา 20 นอกเหนือจากหน้าที่ทั่วไปที่แพลตฟอร์มต้องปฏิบัติ เพื่อยกระดับความปลอดภัย มาตรฐานสินค้า และการคุ้มครองผู้บริโภค
หน้าที่เฉพาะสำหรับแพลตฟอร์มเสี่ยงสูง เสริมสร้างความปลอดภัย
แพลตฟอร์มที่ได้รับการจัดประเภทเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงจะต้องปฏิบัติตาม “หน้าที่เฉพาะ” ที่กำหนดไว้ เพื่อสร้างกลไกความรับผิดชอบร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยออนไลน์ ซึ่งรวมถึง
การพิสูจน์และยืนยันตัวตน แพลตฟอร์มต้องมีระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนสำหรับผู้ที่จะลงทะเบียนเป็นผู้ประกอบการหรือผู้ขาย เพื่อให้สามารถติดตามตัวตนได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ รวมถึงการตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลผู้ขายอย่างโปร่งใส
การตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ต้องมีระบบตรวจสอบสินค้าที่จำเป็นต้องมีมาตรฐานก่อนนำไปจำหน่าย เพื่อป้องกันสินค้าปลอมหรือสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้าสู่ระบบ
การวางนโยบายกำกับ จัดให้มีนโยบายการกำกับดูแลสินค้าและผู้ขายที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ
กลไกการร้องเรียน ต้องมีกลไกให้ผู้ใช้งานสามารถแจ้งปัญหาได้อย่างสะดวก และเมื่อตรวจสอบแล้วต้องแจ้งผลให้กับผู้ร้องเรียนและผู้ขายภายใน 3 วันทำการ
การส่งข้อมูลให้หน่วยงานรัฐ ต้องส่งข้อมูลผู้ขายที่กระทำผิดให้กับหน่วยงานรัฐเมื่อได้รับการร้องขอ
คณะกรรมการร่วมมีความเห็นสอดคล้องกันว่า กลไกความร่วมมือแบบสมัครใจแม้จะมีประโยชน์ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านความรวดเร็ว เนื่องจากต้องผ่านขั้นตอนการประสานงานหลายฝ่าย ในขณะที่ภัยออนไลน์สามารถปรับตัวและก่อเหตุซ้ำได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง จึงอาจไม่เพียงพอในการสกัดกั้นมิจฉาชีพได้ทันเวลา
เกณฑ์การพิจารณาแพลตฟอร์มเสี่ยงสูง ตามหลักการวิเคราะห์ความเสี่ยง
ETDA ได้กำหนดเกณฑ์ในการพิจารณาว่าแพลตฟอร์มดิจิทัลใดบ้างที่ควรถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง โดยจะพิจารณาจากลักษณะเฉพาะที่มีความเสี่ยงมาจาก 3 ส่วนหลักตามมาตรา 18 (2)
ความเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นทางการเงิน หมายถึงแพลตฟอร์มที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของผู้ใช้บริการหรือระบบการเงินโดยรวม
ความเสี่ยงต่อความมั่นคงของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หมายถึงแพลตฟอร์มที่อาจเกิดการรั่วไหลหรือถูกโจมตีทางไซเบอร์ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของข้อมูล
ความเสียหายต่อสาธารณชน หมายถึงแพลตฟอร์มที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างต่อสังคม
การพิจารณาจะใช้องค์ประกอบเสริมอย่างน้อยหนึ่งข้อ ดังนี้
- มูลค่าธุรกรรมสูง มีมูลค่าธุรกรรมที่เกิดขึ้นบนบริการจากการให้บริการในไทยเกิน 100 ล้านบาท
- ไม่จดทะเบียนกับ DBD และมี Business User ไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และมีจำนวนผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์มตั้งแต่ 100 ราย
- ไม่จดทะเบียนกับ DBD และมีผู้ใช้งานจำนวนมาก ไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคลกับ DBD และมีจำนวนผู้ใช้งานรายเดือนเฉลี่ย (AMAU) มากกว่า 5% แต่ไม่เกิน 10% ของประชากรไทย
- ลักษณะบริการเสี่ยง มีลักษณะบริการที่ผู้ใช้สามารถกระทำการใดโดยไม่มีมาตรการควบคุมดูแลที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสาธารณชนในรูปแบบของข้อความ การกระทำที่ผิดกฎหมาย การกระทบต่อสิทธิมนุษยชน ข้อมูลส่วนบุคคล การกระทบต่อเด็ก การกระทบทางลบต่อความเห็นทางการเมืองและการเลือกตั้ง หรือการกระทบต่อเพศและความรุนแรงทางเพศ
ประกาศรายชื่อแพลตฟอร์มเสี่ยงสูงเพิ่มเติม เพื่อการกำกับดูแลที่ครอบคลุม
ปัจจุบัน ETDA ได้ประกาศรายชื่อแพลตฟอร์มดิจิทัลประเภท Online Marketplace ที่เข้าข่ายเสี่ยงสูงและต้องมีหน้าที่เพิ่มเติมตามที่กฎหมายกำหนดไปแล้วทั้งหมด 19 บริการ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การกำกับดูแลสอดคล้องกับสถานการณ์จริงในปัจจุบันและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ดิจิทัล
ETDA ยังคงเดินหน้าพิจารณาและจัดทำ “บัญชีรายชื่อแพลตฟอร์มที่เข้าข่ายเสี่ยงสูง (High-Risk Platforms)” เพื่อเตรียมออกประกาศรายชื่อเพิ่มเติมอีกในอนาคต โดยจะครอบคลุมแพลตฟอร์มประเภทต่างๆ ที่มีความเสี่ยงและส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการและสังคมโดยรวม
การดำเนินการนี้จะช่วยให้การกำกับดูแลมีความครอบคลุมและสามารถรับมือกับภัยคุกคามใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกดิจิทัลได้อย่างทันท่วงที
5 มาตรการเชิงรุกสำคัญ ป้องกันภัยหลอกลวงออนไลน์
ในการประชุมครั้งนี้ ETDA ได้เสนอ 5 มาตรการเชิงรุกที่แพลตฟอร์มดิจิทัลเสี่ยงสูงควรให้ความสำคัญ เพื่อเป็นด่านแรกในการป้องกันภัยหลอกลวงออนไลน์
1. การยืนยันตัวตนผู้ใช้บนแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเข้มงวด (User Verification)
มาตรการนี้มุ่งเน้นการป้องกันการใช้บัญชีปลอมและการกระทำผิดโดยไม่สามารถติดตามตัวตนได้ แพลตฟอร์มต้องจัดให้มีระบบยืนยันตัวตนที่เข้มงวดและน่าเชื่อถือ โดยอาจใช้เทคโนโลยีการยืนยันแบบหลายขั้นตอน เช่น การใช้เอกสารทางราชการ การยืนยันผ่านหมายเลขโทรศัพท์ หรือการใช้เทคโนโลยีไบโอเมตริกส์
2. ต้องมีระบบตรวจจับและลบเนื้อหาผิดกฎหมายอัตโนมัติ (Content Detection)
แพลตฟอร์มต้องลงทุนในเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมและเนื้อหาหลอกลวงแบบเรียลไทม์ ระบบนี้จะช่วยให้แพลตฟอร์มสามารถตรวจจับความผิดปกติได้อย่างต่อเนื่องและแม่นยำ ลดการพึ่งพาการแจ้งเหตุจากผู้ใช้เพียงอย่างเดียว และสามารถป้องกันการแพร่กระจายของเนื้อหาที่เป็นอันตรายได้อย่างรวดเร็ว
3. มีการแจ้งและลบเนื้อหาอย่างรวดเร็ว (Rapid Notice & Take Down)
เมื่อพบเนื้อหาหลอกลวงหรือผิดกฎหมาย แพลตฟอร์มต้องดำเนินการลบหรือบล็อกเนื้อหาดังกล่าวอย่างรวดเร็ว โดยกำหนดกรอบเวลาให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง การดำเนินการที่รวดเร็วนี้จะช่วยลดระยะเวลาที่เนื้อหาหลอกลวงถูกเผยแพร่ และลดโอกาสที่ผู้บริโภคจะตกเป็นเหยื่อ
4. มีระบบแจ้งเตือนก่อนเข้าถึงเนื้อหาเสี่ยง (Pre-Click Warning)
แพลตฟอร์มต้องจัดให้มีระบบแจ้งเตือนที่จะปรากฏขึ้นก่อนที่ผู้ใช้จะคลิกลิงก์หรือเข้าถึงเนื้อหาที่มีความเสี่ยง ระบบนี้จะช่วยเพิ่มข้อมูลประกอบการตัดสินใจของผู้ใช้งาน ทำให้พวกเขาสามารถประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจได้อย่างรู้เท่าทัน
5. ความรับผิดชอบร่วม (Joint Liability)
มาตรการนี้กำหนดว่าหากแพลตฟอร์มดิจิทัลละเลยในการดูแลและเฝ้าระวังบริการจนก่อให้เกิดความเสียหาย แพลตฟอร์มดังกล่าวอาจต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งจะต้องพิจารณาภายใต้กฎหมายที่เหมาะสมเพื่อสร้างแรงจูงใจให้แพลตฟอร์มลงทุนและพัฒนาระบบป้องกันอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการทั้งหมดจะต้องคำนึงถึงการรักษาสมดุลระหว่างเสรีภาพในการใช้อินเทอร์เน็ต และความปลอดภัยของสังคมดิจิทัล เพื่อไม่ให้เกิดการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยไม่จำเป็น
ความร่วมมืออย่างเป็นระบบ หัวใจสำคัญของความสำเร็จ
ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่า ต่อให้มีมาตรการเข้มข้นเพียงใด หากขาดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ แพลตฟอร์มดิจิทัล และประชาชน ก็ไม่อาจสร้างความปลอดภัยให้กับบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน
บทบาทของแพลตฟอร์มดิจิทัล
แพลตฟอร์มดิจิทัลจำเป็นต้องพัฒนาระบบภายในให้สอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมาย พร้อมทั้งจัดให้มีช่องทางรับแจ้งเหตุการณ์ผิดปกติที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การลงทุนในเทคโนโลยีและการฝึกอบรมบุคลากรเป็นสิ่งจำเป็นที่แพลตฟอร์มต้องดำเนินการอย่างจริงจัง
บทบาทของหน่วยงานรัฐ
หน่วยงานรัฐต้องกำหนดเกณฑ์การกำกับดูแลที่ชัดเจน โปร่งใส และไม่สร้างภาระเกินจำเป็นต่อผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริต ขณะเดียวกันต้องมีความเข้มงวดเพียงพอที่จะสกัดกั้นผู้ที่มีเจตนาร้าย
การประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ต้องมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้
บทบาทของประชาชน
ประชาชนควรได้รับการส่งเสริมความรู้เท่าทันดิจิทัล เพื่อให้สามารถสังเกตและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการแจ้งเบาะแสเมื่อพบเห็นสิ่งผิดปกติ
การมีส่วนร่วมของผู้ใช้งานเปรียบเสมือน “ด่านป้องกันชั้นแรก” ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยลดโอกาสความสำเร็จของการฉ้อโกงออนไลน์
มองอนาคต การสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัย
การดำเนินการของ ETDA ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือสำหรับประชาชนไทย การปรับเปลี่ยนจากการพึ่งพาความร่วมมือแบบสมัครใจไปสู่การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยให้การควบคุมและป้องกันภัยออนไลน์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ในขณะเดียวกัน การกำหนดมาตรการเชิงรุก 5 ข้อ และการสร้างความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริต และผู้บริโภคที่ต้องการใช้บริการออนไลน์อย่างปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมาตรการเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังและการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการที่กำหนดขึ้นสามารถตอบสนองต่อความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงไปของภัยออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยไม่ใช่เป้าหมายที่จะบรรลุได้ในชั่วข้ามคืน แต่ต้องอาศัยความร่วมมือ ความอดทน และความมุ่งมั่นจากทุกฝ่ายในระยะยาว เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเติบโทไปสู่ดิจิทัลฮับที่มีความปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลต่อไป