“พระคึกฤทธิ์” ถูกกล่าวหาเข้าข่ายทุจริต เงินวัดหายพันล้าน-คลิปใกล้ชิดสีกาไฮโซ

กรณีพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล แห่งวัดนาป่าพง คลอง 10 จังหวัดปทุมธานี ผู้มีชื่อเสียงด้านการเผยแพร่พุทธวจนะ กำลังเข้าสู่จุดวิกฤติครั้งใหม่ หลังมีข้อกล่าวหาหลายประการที่อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถืออย่างรุนแรง จากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้เผยว่า หน่วยงานตำรวจกำลังดำเนินการสืบสวนและรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเงินของพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โดยมีข้อสงสัยว่าอาจมีเงินหายไปจากบัญชีวัดในจำนวนมหาศาล ซึ่งอาจสูงถึงระดับพันล้านบาท ที่น่าวิตกยิ่งกว่านั้นคือ การเคลื่อนไหวของเงินจำนวนดังกล่าวมีลักษณะที่อาจเข้าข่ายการฟอกเงิน ซึ่งหากเป็นจริงถือเป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษสถานหนัก นอกจากการสูญเสียความน่าเชื่อถือทางศาสนาแล้ว ยังอาจต้องเผชิญกับกระบวนการยุติธรรมอีกด้วย แหล่งข่าวใกล้ชิดเผยว่า การสืบสวนดังกล่าวได้เริ่มต้นขึ้นหลังจากมีการร้องเรียนจากบุคคลหลายฝ่าย รวมถึงอดีตลูกศิษย์ที่เริ่มสงสัยในการบริหารจัดการทางการเงินของวัด โดยเฉพาะการใช้จ่ายที่ดูเหมือนจะไม่สอดคล้องกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา คลิปวิดีโอเผยความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสีกาไฮโซ ในขณะเดียวกัน สื่อสังคมออนไลน์กำลังหึ่งไปด้วยคลิปวิดีโอและภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างพระอาจารย์คึกฤทธิ์กับหญิงสาวที่มีภูมิหลังเป็นลูกสาวของครอบครัวไฮโซ คลิปเหล่านี้ถูกเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นการเดินทางไปด้วยกันในหลายโอกาส สิ่งที่ทำให้เกิดความขุ่นข้องใจมากที่สุดคือ ภาพที่แสดงให้เห็นการเดินช็อปปิ้งเครื่องประดับราคาแพงในต่างประเทศ โดยมีท่าทีที่ดูใกล้ชิดเกินกว่าความสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์กับอุปาสิกาทั่วไป หญิงสาวคนนี้เป็นที่รู้จักในแวดวงสังคมชั้นสูง และมีฐานะทางการเงินค่อนข้างมั่นคง ผู้ที่เคยใกล้ชิดกับวัดแห่งนี้เผยว่า หญิงสาวดังกล่าวได้รับการยกย่องให้เป็นเหมือน “น้องสาว” ของพระอาจารย์ และมีบทบาทสำคัญในกิจกรรมต่างๆ ของวัด จนถึงขั้นที่ว่ามีที่นั่งเฉพาะในงานพิธีสำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดาสำหรับวัดแห่งหนึ่ง ประวัติและภูมิหลังของหญิงสาวปริศนา ดร.ณัฐนันท์ สุดประเสริฐ หรือที่รู้จักกันในนาม “ครูณัฐ” ซึ่งเป็นอดีตลูกศิษย์ของพระอาจารย์คึกฤทธิ์ ได้ออกมาเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับภูมิหลังของหญิงสาวคนนี้ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่าเธอมาจากครอบครัวที่เคยมีฐานะในจังหวัดชัยนาท โดยบิดาเป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง ตามที่ครูณัฐเล่าว่า ครอบครัวนี้เคยประสบกับปัญหาทางการเงินจนต้องล้มละลาย ทั้งบิดาและมารดาต้องเผชิญกับความยากลำบาก จนต้องย้ายมาอาศัยในบ้านเช่าย่านวิภาวดี ใกล้กับสำนักงานหนังสือพิมพ์แห่งหนึ่ง หญิงสาวคนนี้ในตอนนั้นต้องประกอบอาชีพขายแซนด์วิชตามสะพานลอยเพื่อหาเลี้ยงชีพ … Read more

กองปราบเปิดคดีใหม่ “พระวัดดังปทุมธานี” โอนเงินวัด 12.2 ล้านบาทให้สีกาที่เยอรมนี คาดเอี่ยว 9 คน

เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 15 กันยายน ที่กองบังคับการปราบปราม พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกระแสข่าวที่กำลังเป็นที่สนใจของสังคม เกี่ยวกับพระวัดดังในจังหวัดปทุมธานีที่มีความเกี่ยวพันกับการโอนเงินของวัดจำนวนมหาศาล “เรื่องนี้เราทราบว่ามีคนแจ้งความและเป็นคดีความอยู่ที่กองปราบแล้ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบ และได้ข้อมูลที่น่าสนใจมากพอสมควร” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าว เขาเน้นย้ำว่า คดีนี้จะต้องพิจารณาในหลายประเด็น โดยเฉพาะเส้นทางการเงินของบัญชีวัด และการเชื่อมโยงกับเครือข่ายสีกาที่ตำรวจกำลังเพ่งเล็งอยู่ หากตรวจสอบแล้วพบว่าสีกาคนดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับสีกาที่ทางตำรวจสนใจ ก็จะต้องขยายผลการสืบสวนต่อไป “หลักๆ เราจะดูที่เส้นทางการเงินของบัญชีวัด หากพบใครเกี่ยวข้องก็จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยไม่เลือกหน้า” เขาย้ำ ทนายอนันต์ชัยเผยหลักฐานมากมาย พร้อมเตือนผู้ต้องสงสัย ในขณะเดียวกัน ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ได้นำหลักฐานต่างๆ ออกมาเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่ง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มองว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อการดำเนินคดี “การที่ทนายอนันต์ชัยนำหลักฐานออกมาโพสต์ผ่านโซเชียลนั้น ถือว่ามีประโยชน์ต่อรูปคดี ส่วนจะเรียกเข้าสอบหรือไม่ อยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานสอบสวน คาดว่าอีกไม่นานเรื่องนี้จะชัดเจน” เขากล่าว ทนายอนันต์ชัยได้เปิดเผยรายละเอียดของคดีผ่านทางโทรศัพท์ว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2561 โดยมีสีการายหนึ่งที่อาศัยอยู่ในประเทศเยอรมนี ได้ถูกพระวัดหนึ่งในจังหวัดปทุมธานีฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับเงินของวัด เงิน 12.2 ล้านบาท จากการโอนของพระสู่บัญชีสีกา จากข้อมูลที่ทนายอนันต์ชัยเผยแพร่ … Read more

เปิดประเด็นใหญ่! พระวัดดังปทุมธานี ถูกกล่าวหายักยอกเงินวัด 12.2 ล้านบาท ฟอกเงินผ่านเยอรมัน

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 คดีเสียงดังในแวดวงพระพุทธศาสนาได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ได้เปิดเผยหลักฐานที่อ้างว่าเป็นการยักยอกเงินวัดและฟอกเงินของพระอาวาสดังแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่ามีการโอนเงินจำนวนมหาศาลกว่า 12 ล้านบาทไปยังสีกาในประเทศเยอรมัน ที่มาของเรื่องเริ่มจากหนังสือร้องเรียนจากเยอรมัน ตามที่มูลนิธิทนายกองทัพธรรมเปิดเผย เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 เมื่อมูลนิธิได้รับหนังสือร้องเรียนจากสีกาท่านหนึ่งที่พำนักอยู่ในประเทศเยอรมัน ผู้ร้องเรียนได้ชี้ให้เห็นพฤติกรรมที่น่าสงสัยของพระอาวาสดังในจังหวัดปทุมธานี ที่มีการยักยอกเงินวัดและฟอกเงิน พร้อมทั้งได้ส่งหลักฐานมาให้ตรวจสอบ หลังจากการตรวจสอบเบื้องต้น มูลนิธิทนายกองทัพธรรมระบุว่า เชื่อว่าเรื่องร้องเรียนดังกล่าวน่าจะเป็นเรื่องจริง เนื่องจากพบหลักฐานการโอนเงินที่มีความชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้ หลักฐานการโอนเงิน 4 ครั้ง รวม 12.2 ล้านบาท จากหลักฐานที่มูลนิธิทนายกองทัพธรรมเปิดเผย พบว่ามีการโอนเงินของวัดไปให้สีกาคนดังกล่าวที่ธนาคารกรุงไทยในประเทศไทย จำนวน 4 ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่ 1 – จำนวน 6,000,000 บาท (หกล้านบาท) ครั้งที่ 2 – จำนวน 2,700,000 บาท (สองล้านเจ็ดแสนบาท) ครั้งที่ 3 … Read more

เปิดประวัติ! พระอาจารย์คึกฤทธิ์ “วัดนาป่าพง ปทุมธานี” ผู้เผยแผ่แนวทาง “พุทธวจน”

พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺธิผโล เกิดเมื่อวันที่ 18 มกราคม พุทธศักราช 2506 ในครอบครัวที่มีฐานะทางการศึกษาและสังคม ท่านได้รับการศึกษาในระดับสูงจากสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ โดยจบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหาร ซึ่งเป็นสถาบันที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการปลูกฝังวินัย คุณธรรม และภาวะผู้นำ หลังจากนั้น ท่านได้ศึกษาต่อในหลักสูตรนายร้อย จปร. รุ่น 33 ในสาขาวิศวกรรมเครื่องกล ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคสูง ความสำเร็จในการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถทางสติปัญญาและความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ของท่าน ด้วยความต้องการพัฒนาตนเองในด้านความรู้และการบริหารจัดการ ท่านจึงศึกษาต่อในระดับปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงด้านการสร้างผู้นำทางสังคมและการเมืองของประเทศ การศึกษาในสาขานี้ทำให้ท่านมีความเข้าใจในระบบสังคม การบริหารจัดการ และหลักการพัฒนาสังคมอย่างลึกซึ้ง ในช่วงชีวิตฆราวาส ท่านได้รับราชการทหารและมียศสุดท้ายที่พันตรี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่และความเป็นผู้นำในหน่วยงานราชการ ประสบการณ์ทางทหารนี้ช่วยฝึกฝนให้ท่านมีระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ และความแข็งแกร่งทางจิตใจ ซึ่งล้วนเป็นคุณสมบัติที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการปฏิบัติธรรมและการเผยแผ่ศาสนาในภายหลัง จุดเปลี่ยนสำคัญ การอุปสมบทเพื่อศึกษาธรรม จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของท่านเกิดขึ้นเมื่อปี พุทธศักราช 2544 เมื่อท่านตัดสินใจออกจากราชการทหารและอุปสมบทเป็นพระภิกษุ การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องละทิ้งความสะดวกสบายในชีวิตฆราวาส ตำแหน่งหน้าที่การงานที่มั่นคง และความคาดหวังทางสังคม แรงบันดาลใจหลักที่ทำให้ท่านตัดสินใจบวชคือความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะศึกษาหลักธรรมจากพระไตรปิฎกโดยตรง ท่านมีความเชื่อมั่นว่าการเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริงจะต้องผ่านการศึกษาจากแหล่งดั้งเดิมโดยไม่ผ่านการตีความหรือการแปลที่อาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้ การอุปสมบทของพระอาจารย์คึกฤทธิ์จึงมิใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงสถานภาพทางสังคม แต่เป็นการเริ่มต้นการเดินทางแห่งการแสวงหาความจริงทางจิตวิญญาณและการอุทิศชีวิตเพื่อการศึกษาและเผยแผ่ธรรมะสู่สังคม วัดนาป่าพง ศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้พุทธวจน วัดนาป่าพงได้ถือกำเนิดขึ้นในปี พุทธศักราช 2545 … Read more

กลโกงใหม่พุ่งเป้าธุรกิจขนาดกลาง! ผู้ประกอบการเสียใจถูกอายัดบัญชีบริษัทหลังมิจฉาชีพใช้ชื่อหลอกลวง

กรณีการหลอกลวงรูปแบบใหม่ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในหมู่ผู้ประกอบการทั่วประเทศ เมื่อมิจฉาชีพได้พัฒนากลเม็ดการโกงโดยการใช้ชื่อบริษัทหรือร้านค้าที่มีชื่อเสียงมาหลอกลวงเหยื่อให้โอนเงิน ซึ่งส่งผลให้เจ้าของบริษัทจริงต้องประสบปัญหาถูกอายัดบัญชีโดยไม่มีความผิดใดๆ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากกรณีที่ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมการข่าว ได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านเพจส่วนตัวเกี่ยวกับผู้ประกอบการรายหนึ่งที่ประสบปัญหาจากกลโกงรูปแบบใหม่ที่กำลังระบาดในปัจจุบัน โดยเจ้าของบริษัทต้องเจอกับสถานการณ์ที่บัญชีธนาคารของบริษัทถูกอายัดโดยไม่ทราบสาเหตุ จนกระทั่งได้รับการชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเกิดจากการที่มิจฉาชีพนำชื่อบริษัทไปใช้ในการหลอกลวง รูปแบบการโกงที่ซับซ้อนและอันตราย จากข้อมูลที่เปิดเผย พบว่ารูปแบบการหลอกลวงครั้งนี้มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากกลโกงทั่วไป โดยมิจฉาชีพได้ทำการศึกษาข้อมูลของบริษัทหรือร้านค้าที่มีความน่าเชื่อถือ จากนั้นนำชื่อและข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับเหยื่อ ขั้นตอนการโกง 1.ผู้ร้ายติดต่อเหยื่อและอ้างเป็นตัวแทนของบริษัทดังหรือร้านค้าที่มีชื่อเสียง จากนั้นจะให้เหยื่อโอนเงินเข้าบัญชีที่ใช้ชื่อของบริษัทจริง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ 2. เมื่อเหยื่อโอนเงินมาและเหยื่อตายใจแล้ว 3. ผู้ร้ายจะทำการเปลี่ยนบัญชีโอนใหม่ ให้โอนเงินยอดใหม่ ไปเข้าบัญชีของตนเองที่เตรียมไว้ สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวคือ ยอดเงินที่ถูกโกงในแต่ละครั้งอาจไม่มากนัก ประมาณ 159 บาทต่อรอบ แต่เมื่อรวมกันแล้วกลายเป็นจำนวนเงินที่มากพอสมควร และที่สำคัญคือเจ้าของบริษัทจริงจะไม่ทราบเรื่องจนกว่าจะมีผู้เสียหายมาแจ้งความ หรือบัญชีถูกอายัด ผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่แท้จริง ปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือ เมื่อมีผู้เสียหายไปแจ้งความ เจ้าของบัญชีที่ถูกใช้ชื่อ ซึ่งก็คือบริษัทจริงนั่นเอง กลับต้องประสบปัญหาถูกอายัดบัญชีทั้งหมด ไม่ใช่แค่ยอดเงินที่ถูกโกงเท่านั้น แต่รวมถึงเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท เงินค้าขาย และแม้กระทั่งเงินที่เสียภาษีด้วย การอายัดบัญชีดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดำเนินธุรกิจ เพราะผู้ประกอบการไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงานประจำวัน ในขณะที่ธุรกิจต้องดำเนินต่อไป ค่าใช้จ่ายต่างๆ ยังคงเกิดขึ้น แต่กลับไม่มีสภาพคล่องทางการเงินที่เพียงพอ ขั้นตอนการแก้ไขปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อน เมื่อเกิดปัญหาดังกล่าว ผู้ประกอบการต้องดำเนินการหลายขั้นตอนเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง โดยต้องเตรียมเอกสารต่างๆ และเดินทางไปยังสถานีตำรวจในพื้นที่ที่คุมคดี ซึ่งอาจไม่ใช่พื้นที่เดียวกับที่ประกอบธุรกิจ … Read more

เตือนภัย! ธนาคารเปิดเผยเทคนิคใหม่ ‘อายัดแบบจำนวนเงิน’ กระทบประชาชนกว้างขวาง

วงการการเงินไทยเกิดความวุ่นวายหลังจากมีรายงานกรณีการอายัดบัญชีธนาคารของประชาชนในลักษณะใหม่ที่เรียกว่า “อายัดแบบจำนวนเงิน” ซึ่งไม่ใช่การอายัดทั้งบัญชี แต่เป็นการอายัดเฉพาะจำนวนเงินที่มีข้อสงสัย ทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง สถานการณ์ใหม่ที่ควรระวัง นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา นักข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ได้เปิดเผยผ่านเพจส่วนตัวเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 ว่า ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พัฒนาวิธีการอายัดบัญชีธนาคารในรูปแบบใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องอายัดทั้งบัญชี แต่จะอายัดเฉพาะจำนวนเงินที่มีข้อสงสัยเท่านั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าวิธีการทางการมีความหลากหลายมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการทุกระดับ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจได้อย่างไม่คาดคิด เสียงจากผู้ประสบภัยรายแรก: แม่ค้าผู้บริสุทธิ์ถูกอายัดเงิน 169,000 บาท กรณีที่สะเทือนใจที่สุดในช่วงนี้คือเรื่องราวของแม่ค้ารายหนึ่งที่ถูกอายัดเงินในบัญชีธนาคารจำนวน 169,000 บาท โดยไม่มีความผิดใดๆ ผู้ประสบภัยรายนี้ได้เล่าถึงความทุกข์ใจและความไม่เป็นธรรมที่ประสบอย่างช่วยไม่ได้ “อาชีพค้าขายเสี่ยงที่สุด แม่ค้าเลือกลูกค้าไม่ได้ และที่สำคัญแม่ค้าไม่สามารถรู้ที่ไปที่มาของเงินลูกค้าได้” ผู้ประสบภัยกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าโศก “เราค้าขายบริสุทธิ์ ขายของแลกเงิน แต่กลับโดน ‘อายัดบัญชี’ ธนาคารให้เหตุผลว่า มียอดเงินจากบัญชีม้าโอนเข้าบัญชีเรา จึงต้องอายัดยอดไว้” ปัญหาการขาดช่องทางการต่อสู้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดในกรณีนี้คือการขาดช่องทางให้ผู้ประสบภัยได้แสดงความบริสุทธิ์ของตนเอง ผู้ประสบภัยเล่าว่า เมื่อติดต่อไปยังธนาคาร เจ้าหน้าที่ธนาคารแจ้งว่าได้รับคำสั่งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินการอายัด และไม่มีช่องทางใดๆ ให้ผู้กระทำผิดสามารถแสดงความบริสุทธิ์ได้ “ติดต่อธนาคาร ธนาคารแจ้งว่า ตำรวจแจ้งให้อายัด และไม่มีช่องทางให้เราแสดงความบริสุทธิ์เลย ได้แค่รอ และรออย่างเดียว” ผู้ประสบภัยกล่าวอย่างสิ้นหวัง การขาดช่องทางการต่อสู้นี้สะท้อนถึงข้อบกพร่องของระบบที่อาจทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องเสียหายโดยไม่จำเป็น … Read more

เปิดโปงระบบอายัดบัญชีธนาคารที่สร้างปัญหามหาศาล: โทรแจ้ง 1441 ง่ายนิดเดียว แต่ถอนอายัดยากเหลือทน

กระแสวิจารณ์อย่างหนักเกิดขึ้นในโลกออนไลน์ หลังจากที่เฟซบุ๊กเพจ “พนักงานสอบสวนหญิง” และ “Ton Thanapon” ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับระบบการอายัดบัญชีธนาคารที่มีปัญหาร้ายแรง โดยชี้ให้เห็นว่าขั้นตอนการอายัดบัญชีทำได้ง่ายดายเพียงแค่โทรศัพท์ไปที่หมายเลข 1441 แต่การปลดอายัดกลับเป็นเรื่องยุ่งยากและใช้เวลานาน ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนจำนวนมาก ระบบอายัดบัญชีที่ “ง่าย สะดวก รวดเร็ว” เกินไป จากการเปิดเผยของเฟซบุ๊กเพจ “พนักงานสอบสวนหญิง” ระบุว่า ระบบการอายัดบัญชีปัจจุบันทำงานได้อย่างง่ายดายจนน่าตกใจ โดยผู้เสียหายเพียงแค่โทรศัพท์ไปที่หมายเลข 1441 และแจ้งว่าตนเองถูกหลอกลวง ธนาคารก็สามารถดำเนินการอายัดบัญชีได้ทันที โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด กระบวนการทำงานที่เป็นปัญหา การอายัดบัญชีที่เกิดขึ้นนี้ จะมีการแจกคดีให้กับพนักงานสอบสวนตามโรงพักต่างๆ โดยอัตโนมัติ ทำให้พนักงานสอบสวนเหล่านี้กลายเป็น “รับกรรม” ที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้สั่งการ เพราะคำสั่งอายัดมาจากหน่วยงานอื่น แต่เมื่อมีปัญหาเรื่องการปลดอายัด กลับต้องมาตกที่พนักงานสอบสวนโรงพัก ผลกระทบต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนต้องรับภาระงานเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โดยต้องรับสายโทรศัพท์จากผู้เสียหายตลอด 24 ชั่วโมง แม้กระทั่งในเวลานอกเวลาทำงาน ทั้งที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเติม และต้องใช้โทรศัพท์มือถือส่วนตัวในการติดต่อสื่อสار รวมถึงต้องจ่ายค่าอินเทอร์เน็ตเองด้วย เปิดเผยขั้นตอนการทำงานของระบบที่มีปัญหา Ton Thanapon ซึ่งเป็นร้อยตำรวจเวรได้อธิบายรายละเอียดของระบบที่เขาเรียกว่า “มาตรการที่บ้าที่สุดตั้งแต่ทำงานมา 5 ปี” โดยแบ่งขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนการอายัดบัญชี เมื่อมีการโทรศัพท์ไปที่ 1441 … Read more

“อาจารย์อุ๋ย” ออกชี้แจงปมข้อกล่าวหาฉ้อโกงองค์เทพ ยันเป็นเรื่องข้อพิพาทลูกศิษย์ ไม่ได้หลอกขายหรืออ้างชื่อดารา

วงการหมอดูและผู้ให้คำปรึกษาเรื่องโชคลางได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างมากในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลังจากที่มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกรณีที่มีผู้อ้างว่าถูกหลอกให้บูชาองค์เทพจนเสียหายหลายสิบล้านบาท โดยเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย ซึ่งมีผู้เสียหายรายงานว่าถูกหลอกไปทั้งหมดกว่า 100 ล้านบาท ล่าสุด นางสาวชนิษฐา สัตย์ซื่อ หรือที่รู้จักกันในนาม “อาจารย์อุ๋ย” ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกกล่าวถึงในประเด็นดังกล่าว ได้ออกมาส่งจดหมายชี้แจงต่อสื่อมวลชนเพื่อทำความกระจ่างในเรื่องที่เกิดขึ้น โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาต่างๆ และชี้แจงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การฉ้อโกงแต่เป็นเพียงข้อพิพาทระหว่างลูกศิษย์เกี่ยวกับการซื้อขายองค์เทพเท่านั้น ที่มาของข้อกล่าวหาและความเสียหาย เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อเพจ “บิ๊กเกรียน” ได้เปิดเผยชื่อของ “อาจารย์ อ.” ว่าเป็นบุคคลที่สร้างความน่าเชื่อถือด้วยการปรากฏตัวในรายการทีวีของ “มอดอ” และได้หลอกให้ผู้คนบูชาวัตถุมงคลต่างๆ จนก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง ตามข้อมูลที่เปิดเผย ผู้เสียหายในประเทศสหรัฐอเมริกาถูกหลอกไปเป็นจำนวนเงิน 30 ล้านบาท ในขณะที่ผู้เสียหายในประเทศไทยเสียหายไปประมาณ 3 ล้านบาท โดยมีรายงานว่าผู้เสียหายหลายรายได้บูชาองค์เทพจนหมดตัว แต่เมื่อต้องการขอคืนเงินกลับไม่ได้รับการตอบสนอง โดยถูกบอกว่าการบูชานั้นเป็นการสมยอมใจของผู้บูชาเอง ประเด็นที่สำคัญคือมีการอ้างว่าผู้ให้คำปรึกษารายนี้ได้ใช้ชื่อของบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น ดารา นักแสดง และนักการเมือง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเสียหายที่ประมาณการไว้รวมกันกว่า 100 ล้านบาท คำชี้แจงของ “อาจารย์อุ๋ย” ในจดหมายชี้แจงที่ส่งมายังสื่อมวลชน นางสาวชนิษฐา สัตย์ซื่อ หรือ “อาจารย์อุ๋ย” ได้ให้คำอธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่ถูกกล่าวหา โดยเธอได้เริ่มต้นด้วยการกล่าวว่า “ตามที่ได้มีกระแสข่าวและมีเพจบางเพจโพสต์ข้อความในลักษณะที่กล่าวหาว่ามีผู้วิเศษแอบอ้างดารา … Read more

แม่ค้าชัยนาทยืนยันยังรับสแกนจ่าย แม้วิตกกระแสอายัดบัญชี เผยลูกค้า 80% ไม่พกเงินสด วอนรัฐแก้ปัญหาไม่ให้คนบริสุทธิ์เดือดร้อน

จังหวัดชัยนาท – ท่ามกลางกระแสวิตกกังวลเรื่องการถูกอายัดบัญชีธนาคารของร้านค้าต่างๆ ที่ถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการเปิดบัญชีม้าเพื่อก่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจ แม่ค้ารายหนึ่งในจังหวัดชัยนาทยังคงยืนยันการรับชำระเงินผ่านระบบสแกนจ่าย เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ไม่นิยมพกเงินสดอีกต่อไป พร้อมร้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางแก้ไขปัญหาโดยไม่ให้ผู้ประกอบการสุจริตต้องเดือดร้อนไปด้วย สถานการณ์ปัจจุบัน: ความกังวลในหมู่ผู้ประกอบการ ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา เรื่องการถูกอายัดบัญชีธนาคารของร้านค้าต่างๆ ที่ถูกสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับขบวนการเปิดบัญชีม้า เพื่อใช้ในการก่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สร้างความเดือดร้อนและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังขยายวงกว้างไปถึงผู้ประกอบการสุจริตที่ใช้ระบบการชำระเงินดิจิทัลในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย กระแสของความไม่แน่นใจนี้ได้สร้างบรรยากาศของความวิตกกังวลในหมู่ผู้ประกอบการขนาดเล็ก โดยเฉพาะร้านค้าในพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมือง ซึ่งต้องพึ่พาระบบการชำระเงินดิจิทัลเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจ ความกังวลเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล เนื่องจากการถูกอายัดบัญชีธนาคารอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดำเนินธุรกิจและความเป็นอยู่ของผู้ประกอบการและครอบครัว เสียงจากแม่ค้าชัยนาท: ความจำเป็นในการรับสแกนจ่าย คุณบุญภัทร บัณฑิตาวรานนท์ แม่ค้าร้านกาแฟหน้าตลาดวัดท่าช้าง ตำบลเขาท่าพระ อำเภอเมืองชัยนาท ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันด้วยน้ำเสียงที่สะท้อนถึงความกังวลแต่ยังคงมีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจ คุณบุญภัทรกล่าวว่า “ในส่วนของตนเองก็รู้สึกกังวลเกี่ยวกับกระแสการถูกอายัดบัญชีอยู่บ้าง แต่ก็จำเป็นต้องรับสแกนจ่ายค่าสินค้าอยู่ เพราะทุกวันนี้ต้องยอมรับว่ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าจะเป็นกลุ่มที่ไม่พกเงินสด” การให้สัมภาษณ์ของคุณบุญภัทรสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงของยุคดิจิทัลที่ผู้บริโภคได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการชำระเงินไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งแตกต่างจากอดีตที่การใช้เงินสดเป็นวิธีการชำระเงินหลัก การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเงินและการส่งเสริมจากภาครัฐในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความสำคัญของการรับชำระเงินผ่านระบบดิจิทัลต่อธุรกิจขนาดเล็กนั้นไม่สามารถมองข้ามได้ เพราะหากร้านค้าปฏิเสธการรับสแกนจ่าย อาจส่งผลให้เสียลูกค้าไปจำนวนมากและสูญเสียโอกาสทางการค้าที่สำคัญ สำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กแล้ว ลูกค้าทุกคนมีความสำคัญ และการสูญเสียลูกค้า 80 เปอร์เซ็นต์ อาจหมายถึงการล้มละลายของธุรกิจ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานราก สถานการณ์ปัจจุบันไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อร้านค้าแห่งเดียว แต่ยังขยายไปสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง ร้านค้าขนาดเล็กและผู้ประกอบการรายย่อยที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ล้วนแต่พึ่พาระบบการชำระเงินดิจิทัลในการดำเนินธุรกิจ … Read more

ร้านค้าหยุดรับ “สแกนจ่าย” ชั่วคราว กลัวโดนอายัดบัญชีจากปัญหา “บัญชีม้า” วอนหน่วยงานชี้แจงให้ชัดเจน

ปัญหาบัญชีม้าเริ่มส่งผลกระทบต่อร้านค้าทั่วประเทศมากขึ้น หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้มงวดมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินแบบออนไลน์ ล่าสุดร้านค้าในจังหวัดอุทัยธานีหลายรายได้เริ่มติดป้าย “งดสแกนจ่ายชั่วคราว” หลังจากมีความกังวลว่าอาจถูกเอี่ยวกับบัญชีม้าโดยไม่รู้ตัว และต้องเผชิญกับการถูกอายัดบัญชี ซึ่งจะส่งผลเสียต่อธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้าเริ่มตื่นตัว หลังเหตุการณ์บัญชีถูกอายัดหลายราย เมื่อวันที่ 14 กันยายน ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์ในจังหวัดอุทัยธานี พบว่าเจ้าของกิจการค้าปลีกและร้านค้าเล็กหลายรายได้เริ่มแสดงความกังวลต่อปัญหานี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการที่มีการรับชำระเงินผ่านระบบโอนเงินและสแกนจ่าย สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลสืบเนื่องจากมาตรการเข้มงวดของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) และตำรวจ ในการจัดการปัญหาบัญชีม้า ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันและยึดเงินคืนให้กับผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงออนไลน์ อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บัญชีธนาคารทั่วไป รวมถึงกลุ่มแม่ค้าออนไลน์ พ่อค้าแม่ค้าขายของชำ และแม้แต่คนขับรถ delivery ที่ถูกอายัดบัญชีโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ตามปกติ ร้านชัชวาลย์ หนึ่งในร้านที่ปรับตัวหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ณ ร้านชัชวาลย์ ร้านจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าในเขตเทศบาลหนองฉาง อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ปัจจุบันได้ติดป้ายประกาศ “งดรับโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร ใช้การซื้อขายเป็นเงินสดเท่านั้น” อย่างชัดเจน นางสาวแสงอรุณ ใจสูง อายุ 47 ปี เจ้าของร้าน ได้ให้สัมภาษณ์ว่า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น แม้ว่าจะต้องยอมรับว่าการใช้เงินสดเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สะดวกสำหรับการดำเนินธุรกิจ “หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ตอนนี้ที่ร้านก็ต้องปรับตัว งดรับสแกนจ่ายเงินไปก่อนชั่วคราว ซึ่งต้องยอมรับว่า วิธีนี้ไม่ค่อยสะดวกกับทางร้านเลย … Read more