รวบครูหนุ่ม ลวนลามเด็กนักเรียนหญิง “อุ้มนั่งตัก เอามือแหย่อวัยวะเพศ” เหยื่อ 3 คน เผยถูกกระทำมาตั้งแต่ชั้น ป.1

25 สิงหาคม 2568 – เจ้าหน้าที่ตำรวงสถานีตำรวจนครบาลหนองแคได้ดำเนินการจับกุมครูอัตราจ้างสอนภาษาอังกฤษ วัย 30 ปี ในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 3 คน โดยมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรีเข้ามาช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียหายให้ได้รับความเป็นธรรม เปิดเผยรายละเอียดการกระทำผิด นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา มีผู้ปกครองจำนวน 3 ครอบครัวเดินทางจากจังหวัดสระบุรีมาร้องเรียนกรณีลูกสาววัย 7 ขวบทั้ง 3 คน ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ห้องเดียวกันในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี ถูกครูอัตราจ้างสอนวิชาภาษาอังกฤษล่วงละเมิดทางเพศ จากการสอบสวน พบว่าผู้ต้องหาที่ระบุชื่อว่า นาย ก. (นามสมมติ) อายุ 30 ปี ได้กระทำการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กนักเรียนหญิงทั้ง 3 คนในห้องพักครูช่วงเวลาพักกลางวัน โดยอาศัยโอกาสที่ครูคนอื่นๆ ออกไปรับประทานอาหารกลางวันข้างนอกโรงเรียนจนไม่มีผู้ใดอยู่ในบริเวณใกล้เคียง รูปแบบการกระทำและระยะเวลาที่เกิดเหตุ ตามคำให้การของเด็กผู้เสียหาย ผู้ต้องหาจะเรียกเด็กนักเรียนเข้าไปในห้องพักครูแล้วให้นั่งบนตัก จากนั้นจะกระทำการกอดจูบและลูบคลำร่างกายในส่วนต่างๆ รวมถึงการใช้นิ้วแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศของเด็ก หลังจากกระทำการดังกล่าวแล้ว ผู้ต้องหาจะสั่งห้ามเด็กไม่ให้ไปบอกผู้ใดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การกระทำดังกล่าวได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานถึง 1 … Read more

รวบหนุ่มแสบ จัดฉากเคลมประกัน ขับรถตกน้ำ 4 คันรวด ได้ค่าชดเชยทะลุล้านบาท

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 14.30 น. พ.ต.อ.กริช วรทัต ผู้กำกับการ 4 สำนักงานปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรม พ.ต.ท.สาธิต หาวงษ์ชัย และ พ.ต.ต.หญิง ชนากานต์ นิรัมย์ สว.กก.4 สำนักงานปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรม ได้ร่วมกันดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาในคดีฉ้อโกงประกันภัยขนาดใหญ่ที่สร้างความเสียหายให้กับธุรกิจประกันภัยหลายบริษัท การจับกุมครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการร้องทุกข์ของบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง ซึ่งสงสัยว่ามีการใช้วิธีการฉ้อโกงในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน โดยผู้ต้องหาได้สร้างสถานการณ์อุบัติเหตุรถยนต์ตกน้ำเพื่อหลอกลวงบริษัทประกันภัยให้จ่ายเงินชชดเชยในจำนวนมหาศาล รายละเอียดผู้ต้องหาและข้อหา ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมคือ นายอนุชา (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี ซึ่งถูกจับกุมตามหมายจับศาลอาญาพระโขนง ที่ จ.604/2568 ในข้อหา “พยายามฉ้อโกงทรัพย์” และ “เรียกร้องผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยโดยทุจริตหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จในการเรียกร้อง” การจับกุมเกิดขึ้นที่บริเวณบ้านพัก ถนนแสงชูโต ตำบลบ้านโป่ง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี โดยผู้ต้องหาไม่ได้ต่อต้านการจับกุมและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการนำตัวกลับมาสืบสวนสอบสวน จุดเริ่มต้นของคดี คดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 เมื่อบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่งเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองกำกับการ 4 สำนักงานปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรม โดยบริษัทประกันภัยดังกล่าวสงสัยในพฤติกรรมของผู้เอาประกันภัยรายหนึ่งที่แจ้งอุบัติเหตุรถยนต์ตกน้ำในพื้นที่จังหวัดนครปฐม เมื่อบริษัทประกันภัยได้ทำการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดแล้ว พบความผิดปกติหลายประการในเคสของผู้ต้องหารายนี้ ซึ่งทำให้บริษัทตัดสินใจระงับการจ่ายค่าสินไหมทดแทนไว้ก่อน และดำเนินการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอให้สืบสวนหาความจริงในเรื่องดังกล่าว … Read more

เหตุจากปูนึ่ง 4,000 บาท บานปลายเป็นการรุมทำร้าย ชาวจีน-ไทยบุกบ้านหรูชลบุรี ทวงปูนึ่งที่ไรเดอร์ส่งผิด

เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 22 สิงหาคม 2568 เกิดเหตุความไม่สงบขึ้นในย่านที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติในพื้นที่ตำบลหนองปรือ โดยภาพจากกล้องวงจรปิดภายในบ้านสามารถบันทึกช่วงเวลาแห่งความรุนแรงได้อย่างชัดเจน ปรากฏภาพกลุ่มบุคคลจำนวนเกือบ 10 คน ซึ่งมีทั้งชาวจีนและชาวไทย เข้ามาในบริเวณบ้านและก่อเหตุทำร้ายผู้อยู่อาศัย เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 ราย ประกอบด้วย นายมาร์ อายุ 34 ปี ชาวจีนที่ถือพาสปอร์ตสัญชาติกัมพูชา ซึ่งเป็นผู้เช่าบ้านหลังดังกล่าว และอีกหนึ่งรายคือพนักงานดูแลสวนของบ้าน ซึ่งยังไม่สามารถยืนยันสัญชาติได้ในเบื้องต้น ทั้งสองรายได้รับการนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาพยาบาลอาการบาดเจ็บ ต้นเหตุจากปูนึ่งราคา 4,000 บาท การสอบสวนเบื้องต้นเผยให้เห็นถึงสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยทุกอย่างเริ่มต้นจากการที่มีไรเดอร์บริการส่งอาหารนำปูนึ่งมูลค่าประมาณ 4,000 บาท มาส่งยังบ้านหลังที่เกิดเหตุ แต่เกิดความผิดพลาดเนื่องจากเข้าใจผิดคิดว่าเป็นบ้านของผู้สั่งอาหาร ผู้อยู่อาศัยในบ้านได้รับอาหารไว้โดยไม่ทราบว่าเกิดความผิดพลาดในการส่ง และได้บริโภคอาหารจนหมดไปแล้ว ต่อมาเพื่อนบ้านซึ่งเป็นผู้สั่งอาหารจริงได้เดินทางมาสอบถามเรื่องการส่งอาหารผิดที่ แต่เกิดปากเสียงขึ้นเมื่อเจ้าของบ้านตอบกลับด้วยท่าทีและถ้อยคำที่ไม่สุภาพ ทำให้สถานการณ์บานปลายจนกลายเป็นการใช้ความรุนแรงในที่สุด การดำเนินคดีและการสอบสวน ภายหลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้น ผู้เสียหายได้มอบหมายให้บุคคลในบ้านเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจนครบาลหนองปรือ ทีมงานชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเก็บรวบรวมหลักฐานต่างๆ รวมทั้งภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกเหตุการณ์ไว้ และสามารถระบุตัวตนของผู้ก่อเหตุได้เป็นส่วนใหญ่ จากการสอบสวนพบว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นชาวจีนที่มีที่อยู่อาศัยในบ้านหลังที่อยู่ติดกับบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงลักษณะของความขัดแย้งระหว่างเพื่อนบ้านที่บานปลายออกไปจนกลายเป็นเหตุรุนแรง ผู้ร่วมก่อเหตุเข้ามอบตัว ในช่วงเย็นของวันที่ 24 สิงหาคม 2568 … Read more

ผบ.ทอ.เตรียมลงนามสัญญาเครื่องบินขับไล่กริพเพน – ขอบคุณออกแบบผ้าไทยสุรินทร์ ลายแม่ย่านางกริพเพน เป็นกำลังใจให้ลูกทัพฟ้า

การรอคอยที่ยาวนานของประชาชนไทยและกองทัพอากาศไทยจะสิ้นสุดลงในวันนี้ เมื่อ พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ เตรียมลงนามในสัญญาจัดหาเครื่องบินขับไล่กริพเพน (JAS 39 Gripen) ฝูงที่สองของไทย ณ ประเทศสวีเดน เวลา 12.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการทหารของไทยในยุคใหม่ รายละเอียดพิธีลงนามครั้งประวัติศาสตร์ การลงนามในสัญญาครั้งนี้จะเป็นการจัดซื้อแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (Government to Government: G2G) ระหว่างประเทศไทยและสวีเดน โดยมี นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เดินทางมาเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามครั้งสำคัญนี้ ในด้านการดำเนินการ กองทัพอากาศไทยจะทำการลงนามสัญญาใน 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การลงนามกับ FMV (องค์การบริหารจัดการยุทธภัณฑ์ทางทหารสวีเดน) สำหรับตัวเครื่องบิน และการลงนามกับ บริษัท Saab ของสวีเดนในส่วนของนโยบายการชดเชยทางเศรษฐกิจ (Offset Policy) ที่จะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยในระยะยาว เปลี่ยนโฉมหน้ากองทัพอากาศไทยสู่ยุคใหม่ เมื่อได้รับคำถามเกี่ยวกับผลกระทบต่อโฉมหน้าของกองทัพอากาศไทยหลังจากได้รับเครื่องบินกริพเพนฝูงที่สอง ผู้บัญชาการทหารอากาศได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า เครื่องบินกริพเพนจะเข้ามาทดแทนเครื่องบิน F-16 ที่ประจำการอยู่ที่กองบิน 1 โคราช ซึ่งจะเป็นการปรับปรุงขีดความสามารถของกองทัพอากาศอย่างมีนัยสำคัญ … Read more

ตำรวจเตือนชัดเจน! ปฏิเสธเป่าวัดแอลกอฮอล์มีโทษหนักเท่าเมาขับ เจอจำคุก-ปรับ-เพิกถอนใบขับขี่

เหตุการณ์ที่ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นที่สนใจของสังคมเกิดขึ้นเมื่อ นางสาวมารี เบรินเนอร์ อายุ 33 ปี ดาราสาวชื่อดัง และนายอัศม์กรณ์ สิงห์สีกรกุล นักธุรกิจที่มีชื่อเสียง ถูกจับกุมในข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา รวมถึงข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ เหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณจุดตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์บนถนนประดิษฐ์มนูธรรม เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจขอให้นางสาวมารีทำการเป่าวัดระดับแอลกอฮอล์ในร่างกาย แต่นางสาวมารีไม่ยินยอมให้ทำการตรวจวัดแม้เจ้าหน้าที่จะขอหลายครั้ง เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ประชาชนได้เรียนรู้ถึงกฎหมายที่หลายคนอาจยังไม่ทราบ กฎหมายที่หลายคนไม่รู้ – การปฏิเสธเป่าเท่ากับยอมรับว่าเมา หลายคนอาจไม่ทราบว่าการปฏิเสธการเป่าวัดระดับแอลกอฮอล์มีผลกระทบทางกฎหมายที่รุนแรงมาก ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2542 มาตรา 142 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า หากผู้ขับขี่ปฏิเสธการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในร่างกาย กฎหมายจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเมาแล้วขับรถ การสันนิษฐานนี้หมายความว่า แม้คุณจะไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เลยก็ตาม แต่หากปฏิเสธการเป่าวัด กฎหมายก็จะถือว่าคุณมีความผิดในข้อหาเมาแล้วขับรถโดยอัตโนมัติ นี่เป็นหลักการทางกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดหลบเลี่ยงการตรวจสอบ บทลงโทษที่รุนแรงรออยู่ เมื่อถูกสันนิษฐานว่าเมาแล้วขับ ผู้กระทำผิดจะต้องเผชิญกับบทลงโทษที่รุนแรงหลายประการ ดังนี้ อัตราโทษทางอาญา จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามแต่ศาลจะพิจารณา การพักใช้หรือเพิกถอนใบขับขี่ ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2542 มาตรา … Read more

พี่สาวเรียกร้องขุดคุ้ยความจริง หลังน้องสาวเสียชีวิตลึกลับขณะรักษาโรคอาการแปลกๆ ที่สำนักหมอดังเพชรบุรี

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 เมื่อมีผู้พบศพของนางสาวนวลจันทร์ กองสุข อายุ 55 ปี ชาวหมู่ที่ 11 บ้านกุดชุมแสง ตำบลนิคม อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ เสียชีวิตอยู่บริเวณริมถนนบ้านลาด-โพธิ์เรียง หมู่ที่ 8 ตำบลท่าช้าง อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี จากการตรวจพบเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่าผู้เสียชีวิตมีเชือกผูกติดอยู่บริเวณลำคอ และมีรอยช้ำสีเขียวปรากฏชัดเจนทั้งบริเวณคอและตามลำตัว ซึ่งสภาพดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจเป็นการฆาตกรรมหรือการฆ่าตัวตาย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเพชรบุรี ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุการเสียชีวิตได้อย่างชัดเจน และจำเป็นต้องทำการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม สิ่งที่น่าสังเกตคือ จุดที่พบศพอยู่ห่างจากสำนักหมอที่ผู้เสียชีวิตเข้าไปรักษาเพียงประมาณ 500 เมตรเท่านั้น ทำให้เกิดคำถามว่าเพราะเหตุใดผู้เสียชีวิตจึงออกมาจากสำนักและมาเสียชีวิต ณ บริเวณดังกล่าว ประวัติการเจ็บป่วยและการมารักษา ตามคำให้การของนางสำเภา กองสุख อายุ 69 ปี พี่สาวของผู้เสียชีวิต เผยว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นางสาวนวลจันทร์มีอาการผิดปกติทางจิต โดยมีอาการพูดคุยกับตัวเองอยู่เสมอ และเชื่อว่าตนเองถูกใครบางคนใส่ของ หรือที่เรียกกันในภาษาท้องถิ่นว่า “ถูกคุณไสย” ด้วยความกังวลใจ นางสาวนวลจันทร์จึงได้เดินทางไปหาลูกสาวที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานคร เพื่อปรึกษาเรื่องการรักษาพยาบาล ลูกสาวจึงได้พาแม่ไปยังสำนักหมอที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม … Read more

เปิดอดีตหลวงพ่ออลงกต ชาวขอนแก่นแท้ๆ ที่ชุมชนจดจำในนาม “พระจอร์จ” บุตรข้าราชการทางหลวงผู้ใจดี

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 เวลา 15.30 น. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังจังหวัดขอนแก่นเพื่อตรวจสอบข้อมูลและตามหาที่อยู่ของหลวงพ่ออลงกต ซึ่งมีข้อมูลว่าท่านเป็นชาวขอนแก่นโดยกำเนิด การค้นคว้าข้อมูลจากทะเบียนบ้านฉบับปี 2526 พบว่าที่อยู่ของท่านระบุเป็นบ้านภายใน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ที่อยู่เดิมในบ้านพักข้าราชการทางหลวง จากการสืบสวนสอบสวนพบว่าที่อยู่ดังกล่าวเป็นบ้านพักข้าราชการของสำนักงานทางหลวงที่ 7 ขอนแก่น สังกัดกรมทางหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ครอบครัวของหลวงพ่ออลงกตเคยอาศัยอยู่ในช่วงที่บิดาของท่านยังทำงานราชการ นายจำเนียร (นามสมมติ) ชาวบ้านที่มีบ้านพักใกล้เคียงกับบ้านเลขที่นี้ภายในสำนักงาน ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า “บ้านเลขที่นี้เดิมเป็นบ้านของพ่อเฉย ซึ่งเป็นบิดาของหลวงพ่ออลงกต ในชุมชนเราไม่ได้เรียกท่านว่าหลวงพ่ออลงกต แต่คนที่คุ้นเคยกันจะเรียกกันว่าพระจอร์จ” เพื่อนบ้านคนนี้เล่าต่อไปด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ ว่า “นิสัยของพระจอร์จหรือหลวงพ่ออลงกตนั้นมีแต่เรื่องราวดีๆ ที่มอบให้กับสังคม พระจอร์จจะแวะเวียนมาทำบุญเสมอๆ ปีละครั้ง โดยเฉพาะในช่วงวันเกิดของโรงเรียนที่พระจอร์จเคยศึกษา คือโรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย” ครอบครัวที่อบอุ่นและเป็นที่รักของชุมชน ความทรงจำเกี่ยวกับครอบครัวของหลวงพ่ออลงกตในสมัยที่ยังเป็นเด็กนั้นเต็มไปด้วยความอบอุ่น ชาวบ้านเล่าว่า “ช่วงที่พ่อเฉยยังมีชีวิตนั้น ท่านจะทำว่าวให้เด็กๆ ในละแวกนี้เล่นสนุกสนาน เป็นที่รักของคนในชุมชนเช่นกัน” ภาพความทรงจำเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงรากเหง้าของความเมตตาและความใจดีที่ปรากฏในตัวของหลวงพ่ออลงกตในวันต่อมา นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับพี่สาวของหลวงพ่ออลงกตที่ “ขายข้าวแกงอยู่ตรงข้ามบ้านพักข้าราชการ และบ้านของครอบครัวพระจอร์จนั้นจะอยู่ติดกับรั้วของสำนักงานทางหลวง ซึ่งมีการสร้างประตูเหล็กให้ไปมาได้สะดวก” การออกจากบ้านและการกลับมาเป็นประจำ จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของหลวงพ่ออลงกตเกิดขึ้นในปี 2527 เมื่อท่านออกจากบ้านเพื่อเดินทางไปสู่เส้นทางแห่งการบวช แต่แม้จะห่างไกลจากบ้านเกิด ท่านก็ยังคงผูกพันและรักษาสายสัมพันธ์กับชุมชนเดิมอยู่เสมอ … Read more

วีนา ปวีนา ซิงห์ คว้ามงกุฎ Miss Universe Thailand 2025 หลังเดินทางมา 8 ปี ปิดตำนานการประกวดด้วยยอดขาย 32 ล้านบาท

ความฝันที่รอคอยมานาน 8 ปี ได้กลายเป็นจริงแล้วสำหรับ “วีนา ปวีนา ซิงห์” เมื่อคืนวานนี้ เมื่อเธอได้คว้ามงกุฎ Miss Universe Thailand 2025 ไปครองในการประกวดครั้งที่ 4 ของเธอ พร้อมรองทั้งสี่ “แพรว-เดล-พลอย-กิ๊ฟ” ที่มาร่วมเปิดใจเล่าประสบการณ์และความรู้สึกหลังการประกวดผ่านรายการคุยแซ่บ Show ทางช่อง One31 วินาทีแห่งความสำเร็จหลัง 8 ปีแห่งการรอคอย วีนาเล่าถึงความรู้สึกในวินาทีที่ได้ยินการประกาศผลว่า “เมื่อคืนคือฝันที่เป็นจริง เรารอวินาทีนี้มานานมาก ตอนเค้าประกาศ เรายังคิดว่านี่คือเรื่องจริงไหมหรือว่าเราคิดไปเอง ตื้นตันมาก เหมือนน้ำตามันจะไหลออกมา แต่เรามีประสบการณ์ ตอนประกวดสระบุรี เราน้ำตาไหล แต่มาสคาร่ามันก็ไหลออกมาด้วย” ในวินาทีสำคัญที่จับมือกับแพรว รองอันดับ 1 วีนาเผยว่า “พี่แพรวบอกกับวีนาว่า ทำดีที่สุดแล้ว เก่งมากแล้ว และวีนาก็บอกพี่แพรวว่า ฉันไม่อยากร้องไห้ ไม่อยากให้น้ำตาไหลออกมาเยอะ เราก็อยากจะทำโมเมนต์นี้ ให้มันสวยที่สุด เพราะเรารอมา 8 ปี” หลังจากสวมมงเสร็จ วีนาได้รับโทรศัพท์จากครอบครัว โดยคุณยายบอกว่า “ดีใจด้วยนะ … Read more

ประวัติและผลงานของดาราสาวลูกครึ่งไทย-เยอรมัน “มารี เบรินเนอร์”

มารี เบรินเนอร์ ถูกตำรวจเรียกตรวจแอลกอฮอล์ ปฏิเสธไม่ร่วมมือ พร้อมคนใกล้ชิดต่อว่าเจ้าหน้าที่อย่างหยาบคาย วงการบันเทิงไทยเกิดความสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อนางแบบและนักแสดงสาวชื่อดัง “มารี เบรินเนอร์” หรือ มารี เบรินเนอร์ วัย 33 ปี ถูกตำรวจเรียกตรวจแอลกอฮอล์ในช่วงคืนที่ผ่านมา แต่กลับปฏิเสธไม่ยินยอมร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ พร้อมกับเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เรื่องราวนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ในสังคมออนไลน์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนวันที่ผ่านมา ตามรายงานที่ได้รับ เหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตั้งอยู่บนถนนประดิษฐ์มนูธรรม เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามเรียกตรวจยานพาหนะที่มีมารีนั่งอยู่ข้างใน แต่นักแสดงสาวคนดังกลับปฏิเสธที่จะลงจากรถเพื่อรับการตรวจ สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์รุนแรงขึ้น คือการที่นายอัศม์กรณ์ สิงห์สีกรกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บอส” ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่นั่งอยู่ในรถคันเดียวกัน พร้อมกับหญิงสาวอีก 2 คน ได้ลงมาจากรถและเข้าไปต่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างหยาบคายด้วยท่าทีที่แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน โดยได้กล่าวอ้างว่าตนเองรู้จักกับผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว หลังจากเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว มารีจึงได้ลงมาจากรถในที่สุด แต่ยังคงปฏิเสธการตรวจหาแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และได้แจ้งความดำเนินคคดีไว้เรียบร้อยแล้ว ประวัติและผลงานของมารี เบรินเนอร์ มารี เบรินเนอร์ หรือ มารี เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 เป็นนางแบบและนักแสดงหญิงลูกครึ่งไทย-เยอรมัน ที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิงไทยมาอย่างยาวนาน บิดาของเธอคือ มันเฟรด เบรินเนอร์ … Read more

“มารี เบรินเนอร์” ถูกแจ้งความ หลังปฏิเสธการตรวจแอลกอฮอล์ พร้อม “โฮโซบอส” ด่าตำรวจหยาบคาย

“มารี เบรินเนอร์” ดาราสาวชื่อดัง วัย 33 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งความในข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายจราจร หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมาบริเวณด่านตรวจ ถนนประดิษฐ์มนูธรรม กรุงเทพมหานคร เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประจำการอยู่ที่ด่านตรวจดังกล่าว ได้สกัดรถที่มี “มารี เบรินเนอร์” นั่งอยู่ เพื่อทำการตรวจสอบตามปกติ ซึ่งในช่วงนั้นเป็นเวลากลางคืนที่มีการตรวจสุ่มผู้ขับขี่เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน มารี ปฏิเสธการตรวจแอลกอฮอล์ ไม่ยอมออกจากรถ แหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องเผยว่า เมื่อถูกร้องขอให้ออกมาจากรถเพื่อทำการตรวจแอลกอฮอล์ นางสาวมารี เบรินเนอร์ ได้แสดงท่าทีปฏิเสธและไม่ยอมออกมาจากรถในช่วงแรก ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดปกติและไม่เป็นไปตามขั้นตอนการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พฤติกรรมดังกล่าวของดาราสาวคนดังทำให้เกิดความสงสัยและความไม่เข้าใจในหมู่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากโดยปกติแล้วผู้ขับขี่ส่วนใหญ่จะให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบของทางการ แต่ในกรณีนี้กลับเป็นไปในทิศทางตรงข้าม ตลอดระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว มารี ได้แสดงพฤติกรรมที่ดูเหมือนไม่พอใจและไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเปิดเผย ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างทั้งสองฝ่าย “โฮโซบอส” อัศม์กรณ์ ลงมาด่าตำรวจหยาบคาย สถานการณ์เริ่มบานปลายเมื่อนายอัศม์กรณ์ สิงห์สีกรกุล หรือที่รู้จักกันในนาม “บอส” นักธุรกิจที่นั่งอยู่ในรถคันเดียวกันพร้อมกับผู้หญิงอีก 2 คน ได้ลงมาจากรถและแสดงความไม่พอใจต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างรุนแรง แหล่งข่าวเผยว่า นายอัศม์กรณ์ได้ใช้ถ้อยคำที่หยาบคายและไม่เหมาะสมในการต่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่ ซึ่งความประพฤติเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดต่อศักดิ์ศรีและเกียรติยศของเจ้าหน้าที่รัฐ นอกจากการใช้ถ้อยคำหยาบคายแล้ว นายอัศม์กรณ์ยังได้อ้างว่าตนเองมีความรู้จักกับผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นการพยายามใช้อิทธิพลหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวมาแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พฤติกรรมดังกล่าวของนักธุรกิจรายนี้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติที่ไม่เหมาะสมต่อการบังคับใช้กฎหมายและการเคารพต่อหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยให้ความสำคัญและคาดหวังจากประชาชนทุกคน มารี ลงมาจากรถแต่ยังคงปฏิเสธการตรวจ … Read more