วิธีใช้ชีวิตวัยสูงอายุให้ดี: คำแนะนำจากจิตวิทยาสมัยใหม่ที่คุณต้องรู้

การโตขึ้นทุกวันทำให้เราอายุมากขึ้นเรื่อยๆ และถ้าให้เลือกระหว่างโตขึ้นกับทางเลือกอื่น (ที่คงไม่ต้องพูดถึง) หลายคนก็คงเลือกที่จะมีอายุมากขึ้นแน่นอน แต่การมีอายุมากขึ้นนั้นไม่ได้มีแต่ความสุขสบายเสมอไป ร่างกายเริ่มไม่ค่อยฟัง ความจำบางครั้งก็ไม่ค่อยจะช่วย บทบาทหน้าที่เปลี่ยนไป ผู้คนรอบข้างจากไปทีละคน คนบางคนที่เกษียณแล้วกลับอยากกลับไปทำงาน แต่คนที่ยังทำงานอยู่กลับอยากจะหยุดพักบ้าง แล้วจะมีอะไรที่เรียกว่า “โตอย่างสง่างาม” ได้กันล่ะ? แต่ข่าวดีก็คือ วงการจิตวิทยาสมัยใหม่มีคำตอบให้เรา ทำลายความเชื่อผิดๆ เรื่องคนแก่ สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (American Psychological Association หรือ APA) เพิ่งเปิดตัวหนังสือเล่มเล็กออนไลน์ฟรีเกี่ยวกับ “มุมมองต่อการมีอายุมากขึ้น” ซึ่งเต็มไปด้วยข้อมูลที่มีประโยชน์จากนักวิจัยทางจิตวิทยา นักปฏิบัติ และนักเขียนมากมาย มันให้ข้อความที่สร้างกำลังใจว่าทำไมการมีอายุมากขึ้นอาจจะไม่ได้แย่อย่างที่คิด และที่จริงแล้วมันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่เติมเต็มและสนุกสนานได้ เริ่มต้นด้วยคำพูดของศาสตราจารย์ Manfred Diehl จากมหาวิทยาลัยโคโลราโดสเตทที่ว่า: “เมื่อเราบอกว่าการมีอายุมากขึ้นไม่ได้เลวร้ายทั้งหมด มันไม่ได้หมายความว่าเราสวมแว่นสีชมพูมองโลกในแง่ดี นี่คือสิ่งที่มาจากวิทยาศาสตร์ที่เข้มงวด” จุดสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือการเปลี่ยนมุมมองเชิงลบให้เป็นเชิงบวก โดยเริ่มจากขั้นตอนแรกของการต่อต้านแนวคิดเหมารวม (stereotypes) เกี่ยวกับอายุ หรือที่เรียกว่า “การเลือกปฏิบัติตามอายุ” (ageism) อคติเรื่องอายุ: ศัตรูที่มองไม่เห็น การเลือกปฏิบัติตามอายุแพร่หลายอยู่ทั่วทั้งสังคม และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของแต่ละคนเกี่ยวกับการมีอายุมากขึ้นของตัวเอง การเลือกปฏิบัติตามอายุไม่เพียงแต่ส่งผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจนเท่านั้น แต่ยังแทรกซึมเข้าไปในจิตใจของคุณอีกด้วย หลักฐานที่นักวิจัยในสาขาการเลือกปฏิบัติตามอายุนำเสนอแสดงให้เห็นว่า การซึมซับมุมมองเชิงลบเหล่านี้เกี่ยวกับการมีอายุมากขึ้นสามารถส่งผลต่อสุขภาพของคุณได้จริง ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพจิต สุขภาพกาย … Read more

7 สิ่งที่คนที่พอใจในชีวิตจริงๆ มักทำ แต่คนส่วนใหญ่มองข้าม จิตวิทยาบอกคำตอบ

คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนดูมีความสุขและพึงพอใจกับชีวิตจริงๆ ในขณะที่อีกหลายคนยังคงไล่ตามความสุขที่ดูเหมือนจะอยู่ห่างออกไปเสมอ หลายคนรวมถึงผมเองก็เคยอยู่ในกลุ่มที่สอง แม้จะครบทุกอย่างที่สังคมบอกว่า “ควรมี” — มีงานที่ดี มีที่อยู่อาศัยสบาย มีเพื่อนฝูง — แต่ก็ยังรู้สึกว่ามีบางอย่างขาดหายไป ความพอใจที่แท้จริงดูเหมือนจะจับต้องไม่ได้ เหมือนพยายามกอบน้ำไว้ในมือ จนกระทั่งผมเริ่มศึกษางานวิจัยทางจิตวิทยา สิ่งที่ค้นพบทำให้มุมมองเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ปรากฏว่าคนที่รู้สึกพอใจกับชีวิตอย่างแท้จริงไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด มีเงินมากที่สุด หรือมีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียมากที่สุด ตามงานวิจัยทางจิตวิทยา พวกเขาคือคนที่ให้ความสำคัญกับสิ่งพื้นฐานบางอย่างที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามในการไล่ตาม “สิ่งที่มากกว่า” สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความลับสะเทือนโลกหรือเคล็ดลับชีวิต แต่เป็นความจริงง่ายๆ ที่เรามักเพิกเฉยเพราะยุ่งกับการไล่ตามสิ่งใหญ่ๆ ต่อไป วันนี้ผมอยากแบ่งปันเจ็ดสิ่งที่งานวิจัยบอกว่าคนที่พอใจในชีวิตจริงๆ มักให้ความสำคัญ แต่คนส่วนใหญ่มักมองว่าไม่สำคัญหรือจะจัดการ “ทีหลัง” 1. พวกเขาลงทุนอย่างลึกซึ้งในความสัมพันธ์ การศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ติดตามผู้คนมายาวนานที่สุดเกี่ยวกับความสุขพบว่า คุณภาพของความสัมพันธ์ของเราคือตัวทำนายที่แข็งแกร่งที่สุดของความพึงพอใจในชีวิต ไม่ใช่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน ไม่ใช่ความมั่งคั่ง แต่เป็นความสัมพันธ์ แต่มีกี่คนที่เราปฏิบัติต่อความสัมพันธ์เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรมชาติในพื้นหลังขณะที่เรามุ่งความสำคัญไปที่ “สิ่งสำคัญ” ผมเรียนรู้บทเรียนนี้อย่างหนัก หลายปีที่ผ่านมา ผมให้ความสำคัญกับงานเหนือสิ่งอื่นใด แน่นอนว่าผมมีเพื่อน แต่แทบไม่เคยลงทุนเวลาหรือพลังงานกับความสัมพันธ์เหล่านั้นจริงจัง ผมยุ่งเกินไป เหนื่อยเกินไป หรือให้ความสำคัญกับเป้าหมายถัดไปมากเกินไป การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อผมตระหนักว่าคุณภาพของความสัมพันธ์ไม่ใช่แค่การมีคนอยู่รอบตัว แต่เป็นการอยู่กับพวกเขาอย่างตั้งใจ เป็นการมีบทสนทนาที่ลึกกว่าระดับผิวเผิน เป็นการปรากฏตัวเมื่อมันสำคัญ ไม่ใช่แค่เมื่อสะดวก กรณีศึกษา: เมื่อเพื่อนสนิทต้องการคุณจริงๆ ลองนึกภาพว่าเพื่อนสนิทของคุณโทรมาบ่นว่าเขากำลังประสบปัญหาใหญ่ในชีวิต คุณอาจจะตอบว่า … Read more

มากกว่าแค่ออกกำลังกาย: วิธีดูแลสุขภาพจิตที่ได้ผลจริงตามวิทยาศาสตร์

ทุกครั้งที่ปีใหม่มาถึง เราต่างตั้งเป้าหมายกับตัวเองว่าจะใช้ชีวิตให้ดีขึ้น บางคนอยากออกกำลังกายสม่ำเสมอ บางคนอยากหาความสงบในใจผ่านการทำสมาธิ หรือบางคนแค่อยากรู้สึกสดชื่นและมีพลังมากขึ้นในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อมีตัวเลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการไปฟิตเนส การเดินเล่นในสวนสาธารณะ การฝึกโยคะ หรือการเขียนบันทึกความรู้สึก เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือคำตอบที่ใช่สำหรับเรา? งานวิจัยขนาดใหญ่ล่าสุดจากมหาวิทยาลัยสวอนซี ประเทศเวลส์ ได้เปิดเผยข้อค้นพบสำคัญที่อาจเปลี่ยนวิธีที่เรามองการดูแลสุขภาพจิตไปตลอดกาล งานศึกษานี้ไม่ได้แค่บอกว่า “กิจกรรมไหนดีที่สุด” แต่ยังชี้ให้เห็นว่าเราสามารถผสมผสานสิ่งที่เราชอบเข้าด้วยกันได้ และผลลัพธ์ที่ได้อาจจะดีกว่าที่คิดเสียอีก การค้นพบครั้งสำคัญ: เปรียบเทียบทุกวิธีในครั้งเดียว ทีมวิจัยจากโรงเรียนจิตวิทยา มหาวิทยาลัยสวอนซี นำโดย ดร.โลว์รี วิลกี้ ได้ทำการรวบรวมผลการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมถึง 183 งานวิจัย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมรวมกันเกือบ 23,000 คน นี่คือการเปรียบเทียบกิจกรรมต่างๆ ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์การศึกษาด้านสุขภาวะของมนุษย์ สิ่งที่ทำให้งานวิจัยนี้แตกต่างจากที่ผ่านมาคือ มันไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวล แต่ศึกษากับคนธรรมดาทั่วไปเหมือนเรา ทำให้ข้อมูลที่ได้สามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นในโปรแกรมสาธารณสุข โรงเรียน สถานที่ทำงาน หรือแม้แต่ชุมชนของเรา ทีมวิจัยได้ทดสอบถึง 12 รูปแบบของกิจกรรม ตั้งแต่แนวทางทางจิตวิทยา การออกกำลังกาย กิจกรรมที่เชื่อมโยงกายและใจอย่างโยคะและไทเก๊ก ไปจนถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ผลการศึกษาที่ได้นั้นให้ภาพรวมที่ชัดเจนว่าอะไรใช้ได้ผลจริงสำหรับคนทั่วไป ผลการวิจัย: ข่าวดีสำหรับทุกคน สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ เกือบทุกกิจกรรมที่ทดสอบให้ผลลัพธ์ดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย แต่บางอย่างก็โดดเด่นกว่าอย่างชัดเจน การผสมผสานระหว่างกายและใจ: … Read more

ออกกำลังกายหรือนั่งสมาธิในธรรมชาติดีกว่ากัน? วิจัยใหม่เผยคำตอบที่คุณรอคอย

ทุกครั้งที่ปีใหม่มาถึง หลายคนมักจะตั้งเป้าหมายว่าจะดูแลตัวเองให้ดีขึ้น บางคนอาจคิดว่าจะไปฟิตเนสเพื่อสุขภาพกายที่แข็งแรง บางคนอาจจะเลือกเริ่มต้นนั่งสมาธิหรือฝึกโยคะเพื่อความสงบใจ แต่คำถามที่ตามมาคือ วิธีไหนดีกว่ากัน? หรือจริงๆ แล้วเราต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งจริงหรือ? คำถามนี้ไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวที่สงสัย นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสวอนซี ประเทศเวลส์ ตั้งคำถามเดียวกันนี้และทำการศึกษาวิจัยครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยรวบรวมข้อมูลจากการทดลองกว่า 183 งานวิจัย ครอบคลุมผู้เข้าร่วมเกือบ 23,000 คน เพื่อหาคำตอบว่าวิธีการดูแลสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดี (Wellbeing) แบบไหนมีประสิทธิภาพมากที่สุด การค้นหาคำตอบผ่านวิทยาศาสตร์: งานวิจัยที่ครอบคลุมที่สุดในประวัติศาสตร์ การศึกษานี้ไม่ใช่แค่การเก็บข้อมูลธรรมดา แต่เป็นการวิเคราะห์เชิงลึกที่เรียกว่า “การวิเคราะห์อภิมาน” (Meta-analysis) ที่รวบรวมผลการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม (Randomized Controlled Trials) ซึ่งถือเป็นมาตรฐานทองคำในโลกการวิจัย สิ่งที่พิเศษของการศึกษานี้คือ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการเปรียบเทียบวิธีการจากหลายสาขาวิชาพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น: แนวทางทางจิตวิทยา เช่น การบำบัดด้วยการรู้สึกกตัญญู การฝึกความรู้สึกเชิงบวก แนวทางทางกายภาพ เช่น การออกกำลังกาย การเต้นแอโรบิก แนวทางจิตใจและร่างกายผสมผสาน เช่น โยคะ ไทเก๊ก การนั่งสมาดิ แนวทางจากธรรมชาติ เช่น การเดินในป่า การทำสวน ทีมวิจัยใช้เทคนิคที่เรียกว่า “การวิเคราะห์อภิมานแบบเครือข่าย” (Network … Read more